ทำไมผู้หญิงจึงควรตรวจแมมโมแกรม สรีระของ “ผู้หญิง” มีความซับซ้อน จึงต้องดูแลใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ “เต้านม” ปกติแล้ว แม้สาวๆ จะสามารถตรวจเช็กและหมั่นสังเกตความผิดปกติของเต้านมได้ด้วยตนเอง แต่วิธีทางการแพทย์จะสามารถตรวจหาความผิดปกติได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่า โดยเฉพาะ “การตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม” ซึ่งหากพบความผิดปกติเร็ว การรักษาก็จะเริ่มได้ไว ช่วยให้ผู้หญิงลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมทั้งในระยะเริ่มแรกและระยะลุกลามได้
รู้จักกับ…การตรวจเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม
การตรวจเต้านมด้วยวิธีตรวจแมมโมแกรม เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจคลำเต้านมทั่วไป โดยการตรวจนี้จะใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป แต่ได้ภาพที่มีความละเอียดสูงและคมชัดกว่า ทำให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำ ซึ่งเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมนี้สามารถฉายให้เห็นลักษณะความเข้มทึบที่ต่างกันของเนื้อเยื่อแต่ละชนิด เช่น เนื้อเยื่อเต้านม หลอดเลือด ไขมัน หินปูน หรือกลุ่มแคลเซียมที่เกิดจากมะเร็งท่อน้ำนมในระยะแรก รวมถึงก้อนเนื้องอกที่แม้มีขนาดเล็ก ก็สามารถค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
รู้หรือไม่…ทำไมต้องตรวจแมมโมแกรมแบบดิจิตอล?
มะเร็งเต้านม เป็นโรคที่พบบ่อยและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นเรื่อยๆ การตรวจด้วย “ดิจิตอลแมมโมแกรม” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยค้นหาความผิดปกติหรือข้อบ่งชี้ความเสี่ยงในการเกิดโรคในระยะเริ่มแรกได้ ที่สำคัญ “เครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม” ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในการตรวจพบหินปูนในเต้านม ซึ่งหินปูนบางชนิดพบในมะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกที่ไม่สามารถพบได้จากการตรวจร่างกายด้วยวิธีทั่วไป และที่สำคัญจะเห็นรายละเอียดได้ชัดขึ้นเนื่องจากเป็นรูปแบบดิจิตอลไฟล์ ไม่เหมือนกับการใช้ฟิล์มในสมัยก่อน
ใคร…ที่ควรได้รับการตรวจแมมโมแกรม?
ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจแมมโมแกรมอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต้องหมั่นตรวจเป็นประจำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรค
- ผู้ที่มีอายุ 35 ปี ควรรับการตรวจอย่างน้อย 1 ครั้ง
- ผู้ที่มีอายุ 40-49 ปี ควรรับการตรวจทุก 1-2 ปี
- ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจเป็นประจำทุกปี
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม
- ผู้ที่เคยรับการฉายแสงเพื่อรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นที่บริเวณหน้าอก
- ผู้ที่ได้รับยาฮอร์โมนทดแทน
- ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมแล้ว 1 ข้าง
- ผู้ที่ได้รับการเจาะตรวจชิ้นเนื้อพบภาวะที่เรียกว่า Atypical ductal hyperplasia
ไขข้อสงสัย…เกี่ยวกับการตรวจแมมโมแกรมมะเร็งเต้านม
สาวๆ ที่ยังไม่เคยตรวจแมมโมแกรม อาจเป็นเพราะยังกังวลในหลายๆ เรื่อง วันนี้จะมาไขข้อสงสัยให้ทุกคน คลายความกังวล เพื่อเป็นการเพิ่มความพร้อมในการมาตรวจดิจิตอลแมมโมแกรมอย่างไม่ต้องลังเล
Q : กำลังมีประจำเดือนอยู่ สามารถตรวจแมมโมแกรมได้หรือไม่?
A : หากตรวจในช่วงที่มีประจำเดือน พบว่าไม่มีผลต่อภาพที่ได้จากแมมโมแกรม และไม่ส่งผลอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด แต่ช่วงที่ใกล้มีประจำเดือนหรือกำลังมีประจำเดือนอยู่นั้น ผู้มาตรวจบางรายอาจมีอาการคัดตึงเต้านมได้ตามธรรมชาติ อาจทำให้รู้สึกเจ็บกว่าปกติเวลากดเต้านมเพื่อทำแมมโมแกรม ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการตรวจก็คือ 7-14 วันหลังการมีประจำเดือน
Q : รังสีจากการตรวจแมมโมแกรมมีอันตรายหรือไม่ ?
A : ปริมาณรังสีที่ได้รับจากการทำแมมโมแกรมมีน้อยมาก และไม่ส่งผลอันตรายในระยะยาว แต่แม้ว่ารังสีจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ สำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือมีความเป็นไปได้ในการตั้งครรภ์ ควรแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ฉายรังสีก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์
Q : ตรวจอัลตราซาวด์ ต่างกับตรวจแมมโมแกรมอย่างไร ?
A : การตรวจแมมโมแกรม เป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีน้อยแต่ตรวจได้ละเอียด สามารถเห็นจุดหินปูนในเต้านม ซึ่งมองไม่เห็นจากการอัลตราซาวด์ ส่วนการตรวจอัลตราซาวด์เป็นการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม สามารถแยกเนื้อเยื่อเต้านมปกติกับก้อนในเต้านมได้ หากพบก้อนเนื้อ การอัลตราซาวด์จะช่วยบอกว่าก้อนเนื้อนั้นมีขอบเขตที่ดูเรียบร้อย หรือดูค่อนไปทางเป็นเนื้อร้าย ทำให้การวางแผนการรักษาเป็นไปได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ การตรวจด้วยแมมโมแกรมกับอัลตราซาวด์มีข้อดีต่างกัน และเห็นภาพในมุมมองที่ต่างกัน ดังนั้น การตรวจทั้ง 2 แบบร่วมกัน มักเป็นตัวเลือกเพื่อเสริมให้การวินิจฉัยโรคแม่นยำมากขึ้น
เรื่องที่สาวๆ ควรรู้…ในการตรวจแมมโมแกรม
แม้ว่า “การตรวจแมมโมแกรม” จะมีประสิทธิภาพสูงในการตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น แต่สาวๆ ก็ต้องเอาใจใส่และดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด โดย…
- คลำเต้านมตัวเองเดือนละ 1 ครั้ง (Breast Self Examination – BSE)
- ให้แพทย์ตรวจเต้านมปีละ 1 ครั้ง (Clinical Breast Examination – CBE)
- ระยะเวลาที่เหมาะสมในการเข้ารับการตรวจแมมโมแกรม คือ 7-14 วันหลังการมีประจำเดือน เพราะเป็นช่วงที่ไม่คัดเต้านม ทำให้ขณะรับการตรวจรู้สึกเจ็บน้อยลงหรืออาจจะไม่เจ็บเลย
- ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการถอดเปลี่ยนก่อนและหลังตรวจเต้านม
- ไม่ควรฉีดน้ำหอม ทาโลชั่น แป้ง หรือโรลออนใดๆ บริเวณระหว่างช่วงแขนลงไปจนถึงหน้าอกก่อนเข้ารับการตรวจแมมโมแกรม เพราะอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการถ่ายภาพได้
ผู้หญิงทุกคนต้องหมั่นตรวจแมมโมแกรม หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และแม้ว่า “มะเร็งเต้านม” จะเป็นโรคร้ายแรง แต่สาวๆ สามารถปกป้องตัวเองจากโรคร้ายนี้ได้ เพียงแค่ “ตรวจเต้านม” เป็นประจำ
..อย่าชะล่าใจให้กับโรคภัยที่อยู่ใกล้ตัว เพราะความสูญเสียอาจเกิดขึ้นได้โดยที่คุณเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน..

