Bi-Plane X-ray นวัตกรรมเอกซเรย์ 3 มิติ ยกระดับความแม่นยำในการวินิจฉัยและการรักษา

Image

แชร์


Bi-Plane X-ray นวัตกรรมเอกซเรย์ 3 มิติ ยกระดับความแม่นยำในการวินิจฉัยและการรักษา

‘เอกซเรย์’ เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจวินิจฉัยโรคและอาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและอวัยวะภายใน โดยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีด้านการเอกซเรย์ที่ก้าวไปอีกขั้น นั่นคือ Bi-Plane X-ray

 

Bi-plane X-ray คืออะไร?

Bi-Plane X-ray เป็นเทคโนโลยีเอกซเรย์ 3 มิติ ที่สามารถถ่ายภาพจากสองมุมหรือ 2 ระนาบพร้อมกัน คือในแนวตั้ง (Anterior-Posterior View) และแนวนอน (Lateral View) จึงช่วยให้แพทย์เห็นอวัยวะภายใน โครงสร้างกระดูก และหลอดเลือดที่ชัดเจนและละเอียดกว่าการเอกซเรย์ปกติ เหมาะสำหรับการตรวจวินิจฉัยและการทำหัตถการที่ต้องการความแม่นยำสูง

 

การตรวจ Bi-Plane X-ray กับ CT Scan และ MRI เหมาะกับการตรวจวินิจฉัยแบบใด?

การเลือกใช้ Bi-Plane X-ray, CT Scan และ MRI ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรค ความละเอียดที่ต้องการในการตรวจวินิจฉัยหรือประกอบการรักษา ซึ่งแตกแตกต่างกัน ดังนี้

  • Bi-Plane X-ray (เอกซเรย์สองระนาบ) เหมาะกับการตรวจโครงสร้างกระดูกและหัตถการที่ต้องอาศัยภาพแบบเรียลไทม์ เช่น การผ่าตัดศัลยกรรมกระดูก ข้อ และกระดูกสันหลัง การศัลยกรรมหลอดเลือด เช่น การใส่สายสวนหัวใจ การทำหัตถการทางสมองและระบบประสาท เช่น การรักษาเส้นเลือดโป่งพองในสมอง
  • CT Scan (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์) เหมาะกับการตรวจอวัยวะภายในที่ต้องการภาพตัดขวางที่ละเอียดกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป มักใช้ในกรณีตรวจหากระดูกหักที่ซับซ้อน เช่น กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง ตรวจหาก้อนเนื้อหรือมะเร็งในปอด ตับ และช่องท้อง การวินิจฉัยภาวะเลือดออกในสมอง หลอดเลือดสมองตีบ โดยเฉพาะการตรวจในภาวะฉุกเฉินที่ต้องการทราบผลเร็ว
  • MRI (การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) เหมาะกับการตรวจอวัยวะที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน ซึ่งจะให้ภาพของเนื้อเยื่ออ่อนที่ละเอียดกว่าการตรวจ CT Scan มักใช้ในการตรวจสมองและระบบประสาท เช่น เนื้องอกในสมอง การบาดเจ็บของไขสันหลัง เอ็นและกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะในช่องท้อง เช่น ตับ ไต ม้าม มดลูก และต่อมลูกหมาก

 

Bi-Plane X-ray เทคโนโลยีเพื่อความแม่นยำในการรักษา 3 กลุ่มโรคสำคัญ

Bi-Plane X-ray เป็นเทคโนโลยีเอกซเรย์สองมุมที่สามารถถ่ายภาพจากสองทิศทางพร้อมกันช่วยให้แพทย์มองเห็นพยาธิสภาพได้ครบมิติมากขึ้น จึงมีประโยชน์อยากยิ่งในการวินิจฉัย และการรักษาแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะในการทำหัตถการที่ซับซ้อน และต้องการความแม่นยำ เช่น ตำแหน่งและรอยโรคภายในหลอดเลือด ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ลดระยะเวลาการรักษา และทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน ตระหนักถึงการดูแลรักษาที่ให้คุณภาพสูงสุด จึงได้นำ Bi-Plane X-ray มาใช้ในการตรวจและทำหัตถการสำคัญใน 3 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่

 

1. หัตถการด้านหลอดเลือด และหัวใจ (Cardio Intervention) ช่วยให้แพทย์มองเห็นตำแหน่งของสายสวนได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษา ด้วยโปรแกรม Road Map เป็นโปรแกรมนำทางอัตโนมัติ จึงช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากสารทึบรังสีได้ เช่น

  • การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบ (Angioplasty) ที่เกิดจากการสะสมของคราบไขมัน (atherosclerosis) หรือมีการอุดตันในหลอดเลือด โดยแพทย์จะใช้สายสวน (catheter) ที่มีบอลลูนอยู่ปลายสายเข้าไปขยายหลอดเลือดที่ตีบแคบให้กลับมามีขนาดปกติ การใช้ Bi-Plane X-ray ช่วยให้แพทย์มองเห็น และติดตามตำแหน่งของบอลลูนในหลอดเลือดได้จากสองมุมและยังลดปริมาณการใช้สารทึบรังสีในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้การขยายหลอดเลือดมีความแม่นยำ และปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • การใส่ขดลวด (Stent Placement) เป็นการใส่ขดลวดโลหะ หรือวัสดุอื่นๆ เข้าไปในหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดเกิดการตีบซ้ำ โดยขดลวดจะช่วยให้หลอดเลือดคงรูป และไม่ตีบตัน การใช้ Bi-Plane X-ray ในการทำหัตถการนี้ช่วยให้แพทย์มองเห็นขนาด และตำแหน่งของขดลวดได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดความผิดพลาด และทำให้การรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • การสลายลิ่มเลือด (Thrombectomy) เป็นการทำหัตถการเพื่อนำลิ่มเลือด (blood clot) ออกจากหลอดเลือดหัวใจที่มีการอุดตัน การใช้ Bi-Plane X-ray ช่วยให้แพทย์กำหนดทิศทางในการสอดสายสวนไปสู่ลิ่มเลือดได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้การสลายลิ่มเลือด และฟื้นฟูการไหลเวียนเลือดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. หัตถการด้านสมองและระบบประสาท (Neuro Intervention) ช่วยให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งของเส้นเลือดที่ผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ด้วยโปรแกรม CBCT ซึ่งสามารถเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลังทำหัตถการเสร็จที่เครื่องได้ทันที โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปที่แผนกเอกซเรย์ ช่วยให้การวินิจฉัยเพิ่มเติมได้รวดเร็ว แม่นยำขึ้น เช่น

  • การสลายลิ่มเลือด (Thrombectomy) ในกรณีโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งอาจเกิดจากการสะสมของลิ่มเลือด การใช้ Bi-Plane X-ray ทำให้แพทย์มองเห็นตำแหน่งของลิ่มเลือดในหลอดเลือดสมองได้จากสองมุมพร้อมกัน ช่วยให้การตัดสินใจในการเลือกวิธีการสลายลิ่มเลือด และการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดเวลาการรักษา
  • การอุดรอยรั่วของเส้นเลือดสมองแตก ด้วยการใส่ขดลวด ด้วยการใส่ขดลวด (Aneurysm Coiling) เข้าไปในบริเวณที่เส้นเลือดสมองแตก หรือรั่ว เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดรั่วออกมา การใช้ Bi-Plane X-ray ในการใส่ขดลวดจะช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นลักษณะ และตำแหน่งของรอยรั่วในหลอดเลือดสมองได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การใส่ขดลวดมีความแม่นยำ และปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • การใส่ขดลวดขยายเส้นเลือดสมองตีบ (Stenting) เป็นการรักษาที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองได้ดีขึ้น โดยการใช้ Bi-Plane X-ray ในการทำหัตถการนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นการตีบของเส้นเลือด และตำแหน่งที่ต้องการใส่ขดลวดได้อย่างแม่นยำจากสองมุมมอง เพิ่มโอกาสในการรักษาที่ประสบความสำเร็จ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

 

3. หัตถการรักษาโรคของอวัยวะภายใน (Body Intervention) ช่วยให้แพทย์สามารถกำหนดตำแหน่งอุปกรณ์รักษาได้อย่างแม่นยำ เช่น

  • การรักษามะเร็งเฉพาะจุด เช่น มะเร็งตับ (HCC) ด้วยการให้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่เพื่อรักษามะเร็งตับ (TACE) และการจี้ทำลายก้อนมะเร็ง ด้วยคลื่นความร้อน (RFA/MWA)
  • TACE (Transarterial Chemoembolization) คือการให้ยาเคมีบำบัดผ่านเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งในตับ โดยการฉีดสารเคมีที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในจุดที่เป็นปัญหา ในระหว่างการทำหัตถการ เครื่องเอกซเรย์นี้มีโปรแกรม 3 D สามมิติจะช่วยให้แพทย์มองเห็นตำแหน่งของเส้นเลือดที่นำไปสู่ก้อนมะเร็งได้ ทำให้การใส่สารเคมี และการฉีดสารเคมีบำบัดที่ตับเป็นไปอย่างแม่นยำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ
  • RFA (Radiofrequency Ablation) และ MWA (Microwave Ablation) เป็นวิธีการที่ใช้คลื่นความร้อนในการทำลายก้อนมะเร็งที่ตับ โดยการใช้ Bi-Plane X-ray ช่วยให้แพทย์สามารถติดตามตำแหน่งของก้อนมะเร็งได้อย่างชัดเจน ขณะที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการจี้ทำลายก้อนมะเร็งจะได้รับการนำทางที่แม่นยำ การใช้เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วมากขึ้น
  • การรักษาเส้นเลือดตีบหรือโป่งพองในอวัยวะภายใน เช่น ในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงลำไส้ หรือหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตับ การใช้ Bi-Plane X-ray ช่วยให้แพทย์มองเห็นตำแหน่งของเส้นเลือดที่ผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้การทำหัตถการ เช่น การขยายหลอดเลือด (Angioplasty) หรือการใส่ขดลวด (Stent) เพื่อขยายหลอดเลือดที่ตีบแคบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ดีขึ้น
  • การอุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอก (Embolization) คือการอุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอก เพื่อทำให้ก้อนเนื้องอกขาดเลือด และฝ่อ หรือลดขนาดลง ซึ่งเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาก้อนเนื้องอกที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือในกรณีที่มีเนื้องอกที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา การใช้ Bi-Plane X-ray ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นตำแหน่งที่เส้นเลือดไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกได้อย่างชัดเจนจากสองมุมพร้อมกัน การอุดเส้นเลือดที่ผิดปกติจะทำได้อย่างแม่นยำ

 

เทคโนโลยี Bi-Plane X-ray ไม่เพียงเพิ่มความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย และช่วยให้การทำหัตถการมีความแม่นยำขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้นด้วย ที่โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน เราพร้อมให้การดูแล ตรวจคัดกรอง วินิจฉัย และรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมบริการที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และตอบโจทย์ทุกความต้องการในการดูแลสุขภาพ

 

นพ. องค์การ คมสัน
อายุรแพทย์โรคหัวใจ
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน

Loading...

แชร์


Loading...

Bi-Plane X-ray นวัตกรรมเอกซเรย์ 3 มิติ ยกระดับความแม่นยำในการวินิจฉัยและการรักษา