โรคอัลไซเมอร์

Image

แชร์


โรคอัลไซเมอร์

โรคความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ (Alzheimer’ disease) เป็นโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมอง เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่พบๆ ได้บ่อยที่สุด โดยจะมีการเสื่อมของเซลล์สมองทุกส่วน เป็นแล้วไม่วันหาย ผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ ไม่สามารถแยกผิดถูก มีปัญหาในเรื่องของการใช้ภาษา การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ความจำเสื่อม ในระยะสุดท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด

 

จากข้อมูลสถิติระบาดวิทยาขององค์การอนามัยโลกพบว่าอุบัติการณ์ และความชุกของโรคอัลไซเมอร์มากขึ้นตามอายุ 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุ 85 ปี เป็นโรคอัลไซเมอร์เมื่ออายุ 95 ปี ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 23 % ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากขึ้น แม้ว่าโรคนี้จะไม่สามารถป้องกัน และไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่เราก็สามารถช่วยผู้ป่วยได้โดยการทราบวิธีการดูแลที่ถูกต้อง

 

สาเหตุหลักของโรคอัลไซเมอร์

  • ความผิดปกติในเนื้อสมอง
  • การอักเสบ Inflammatory สาร amyloid เมื่อสลายจะทำให้อนุมูลอิสระออกมา อนุมูลนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์สมอง
  • กรรมพันธุ์

 

ปัจจัยเสี่ยง

  • ยิ่งอายุมากยิ่งมีโอกาสเป็นมาก จากสถิติพบว่าร้อยละ 25 ของผู้มีอายุ 85 ปี ป่วยเป็นโรคนี้
  • โรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคเบาหวาน ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความจำ 
  • กรรมพันธุ์ หากมีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ โอกาสที่จะเป็นก็มากขึ้น
  • พฤติกรรมของคนบางกลุ่มที่มักใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ไม่รับผิดชอบหน้าที่การงาน หรือไม่ได้ฝึกพัฒนาความคิด

 

การดำเนินโรค

อาการจะเริ่มเป็นตอนอายุ 65 ปี แต่บางรายเป็นเร็วกว่านั้น อาจจะเริ่มตอนอายุ 40 ปี โดยที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตในเวลา 210 ปี ด้วยโรคแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อจากปอดบวม หรือแผลกดทับ

 

โรคอัลไซเมอร์ สามารถแบ่งระยะโรคได้ 3 ระยะ

  • ระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยจะรับรู้ว่าขี้ลืม ลืมปิดเตารีด ลืมปิดประดู ลืมชื่อคน ลืมรับประทานยา ต้องให้คนช่วยเขียนรายการที่จะทำ
  • ระยะที่สอง ผู้ป่วยจะสูญเสียความทรงจำ โดยเฉพาะความจำที่เพิ่งเกิดใหม่ๆ โดยอาจจำเรื่องในอดีต เริ่มใช่คำพูดไม่ถูกต้อง อารมณ์ผันผวน
  • ระยะที่สาม ผู้ป่วยจะสับสน ไม่รู้วันรู้เดือน บางรายมีอาการหลงผิด หรือเกิดภาพหลอน บางรายอาจจะก้าวร้าวรุนแรง ปัสสาวะราด ไม่สนใจตนเอง

ปัจจุบันสามารถตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า MRI ซึ่งช่วยในมองเห็นการพยาธิสภาพทางสมอง หรือภาวะสมองเสื่อมอื่นๆ เป็นการตรวจหาความผิดปกติในเนื้อสมอง หาความผิดปกติในเซลล์สมอง การสะสมของโปรตีนในผนังหลอดเลือดในสมอง การสูญเสียของการเชื่อมต่อกันของเซลล์ประสาท พยาธิสภาพเหล่านี้ ทำให้สารสื่อประสาทลดลงในส่วนต่างๆ ของสมอง อันมีภาวะทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือความจำเสื่อม

 

การดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

การดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ต้องให้ความเข้าใจ เห็นใจว่าผู้ป่วยไม่ได้ตั้งใจที่จะก้าวร้าว หงุดหงิดอย่างที่เราเห็น แต่เป็นจากตัวโรคเอง ไม่ควรทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่มั่นใจ อาย หรือหงุดหงิด

  • ควรจัดห้องหรือบ้านให้น่าอยู่ สดใส ใช้สีสว่างๆ ถ้าในรายที่ชอบเดินไปมามากๆ ต้องใช้เทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • เก็บของมีคม หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มิดชิด ปิดวาวล์เตาแก๊สไว้เสมอ
  • ในรายที่มีอาการที่เริ่มจะดูแลยาก เช่น ก้าวร้าวมาก เอะอะโวยวาย สับสนมากหรือเดินออกนอกบ้านบ่อยๆ ควรพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบประสาท เนื่องจากอาจจำเป็นต้องใช้ยาลดอาการดังกล่าว

เราสามารถบำรุงรักษาสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ ด้วยการ “อ่านหนังสือ” การอ่านหนังสือ รวมถึงการหากิจกรรมทำ เช่น การออกกำลังกาย การฟังเพลง การทำงานศิลปะ หรืองานฝีมือจะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ เนื่องจากสมองถูกกระตุ้นอยู่สม่ำเสมอ เปรียบเทียบได้กับเครื่องจักรกล เมื่อมีการใช้งานอย่างสม่ำเสมอก็สามารถลดสนิมที่เข้ามาเกาะกินได้ สมองของเราก็เช่นกัน สำหรับใครที่เป็นคนรักการอ่านอยู่แล้วก็ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อม แต่หากคุณรู้สึกง่วงทุกครั้งที่อ่านหนังสือ แนะนำให้เริ่มโดยการอ่านบทความสั้นๆ แล้วค่อยฝึกตนเองให้เป็นคนรักการอ่านมากขึ้น อาจจะเริ่มด้วยการอ่านหนังสือก่อนนอน จากบทความก็ค่อยๆ ขยับเป็นหนังสือเรื่องสั้น ประโยชน์ของการอ่านหนังสือยังช่วยให้คุณหลับสบายขึ้น เพราะการอ่านหนังสือทำให้คุณมีสมาธิและใจเย็นลง การอ่านหนังสือในแสงนุ่มๆ อ่อนๆ ก็ทำให้ร่างกายรู้ว่าถึงเวลาจะต้องพักผ่อนนอนหลับแล้ว

 

สร้างพฤติกรรมประจำวันเหล่านี้ เพื่อห่างไกลอัลไซเมอร์

การดูแลร่างกายให้สมบูรณ์ แข็งแรงก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้คุณห่างไกลอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมได้ เราต้องดูแลระบบไหลเวียนเลือดให้ดี ให้ร่างกายรับออกซิเจน พลังงาน และสารอาหารอย่างพอเหมาะ ควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้มีไขมันในเลือดสูง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การทำกิจกรรมใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันจากการแปรงฟันด้วยมือขวาเปลี่ยนเป็นซ้ายแทน ดื่มชาแทนกาแฟ เปลี่ยนวิธีการเดินทาง เปลี่ยนกิจกรรมและบรรยากาศในสถานที่ทำงาน เปลี่ยนวิธีการรับประทานอาหาร เปลี่ยนกิจกรรมในช่วงเวลาพักผ่อน ยังมีการศึกษาที่พบว่าการทำสมาธิมีผลดีต่อความจำ ความใส่ใจ ความสามารถในการบริหารจัดการ และการรับรู้สังคมรอบตัว ดังนั้นการทำสมาธิจึงช่วยป้องกันสมองเสื่อมได้อีกทางหนึ่ง

แชร์


Loading...