ภาวะโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ เป็นอาการแสดงที่สำคัญของภาวะหลอดเลือดแข็งตัว หรือพบว่ามีไขมันเกาะแทรกในหลอดเลือด ทั้งระบบไหลเวียนโลหิตของร่างกาย ซึ่งโดยเฉลี่ยจะมีโอกาสพบได้ประมาณ 12% ของแต่ละช่วงอายุ ในผู้ที่มีภาวะโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบนั้น ไม่ว่าจะมีประวัติอาการสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบจะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ และหลอดเลือดเท่า ๆ กัน
ทราบหรือไม่ ยิ่งมีระดับไขมันร้าย (Low Density Lipid – LPL) ยิ่งส่งผลเพิ่มโอกาสเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยเกณฑ์ของระดับไขมัน แบ่งได้ดังนี้
- ต่ำกว่า 100 มก. /ดล. อยู่ในเกณฑ์ดี
- 100 – 130 มก. /ดล. พอใช้
- 130 – 160 มก. /ดล. สูงปานกลาง
- 160 – 190 มก. /ดล. ระดับสูง
- มากกว่า 190 มก. /ดล. เรียกว่าสูงมาก
ประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้จาก..
ความเสี่ยงของภาวะหลอดเลือดหัวใจผิดปกตินั้น..เกิดเป็นขั้นบันได ซึ่งตรวจดูได้จาก เพศ และอายุ โดยผู้ชายที่อายุ มากกว่า 40 ปี และผู้หญิงอายุ มากกว่า 50 ปี หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนก็จะเพิ่มบันไดความเสี่ยงเพิ่มจากการสะสมระดับคอเลสเตอรอล อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบโรคยิ่งทวีคูณความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น เช่น เบาหวาน , เคยเป็นโรคหลอดเลือดต่างๆ เช่น หลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดบริเวณลำคอ หลอดเลือดในช่องท้อง และหลอดเลือดแดงส่วนปลายของขา ก็จะทำให้ระบุความเสี่ยงสูง ต่ำต่อหลอดเลือดหัวใจตีบได้ชัดเจนขึ้น
ตรวจคัดกรองความเสี่ยงทางหลอดเลือดทั่วร่างกาย
การตรวจคัดกรองความเสี่ยงของหลอดเลือดทั่วร่างกาย เป็นการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นสำหรับโรค Peripheral Vascular Disease (PVD) ที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดบริเวณขา ทำได้โดยการวัดดัชนีความดันที่ข้อเท้า เปรียบเทียบกับค่าความดันของแขนในแต่ละข้าง Ankle Brachial Pressure Index, ABI เพื่อตรวจดูว่ามีการตีบตันของหลอดเลือดข้างนั้น ๆ หรือไม่
การตรวจ ABI สามารถดูอะไรได้บ้าง..
- ดูการอุดตันของหลอดเลือดแดง และความยืดหยุ่นของหลอดเลือด
- ช่วยวินิจฉัย หรือค้นหาโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายที่ขาตีบตันในระยะแรก ๆ ที่มักพบบ่อยร่วมกับการอุดตันในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ และสมอง
- ช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือด และหัวใจในอนาคต
- ใช้ประเมินระดับความรุนแรงของการตีบของหลอดเลือด
- เพื่อประเมินผลภายหลังการรักษา
การแปลผลของ ABI
ค่าการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงปกติ ควรมากกว่า หรือเท่ากับ 1.0 หากมีค่าการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง ที่น้อยกว่า 0.9 อาจมีปัญหาการอุดตัน และแพทย์พิจารณามีข้อบ่งชี้ที่เสี่ยงกับโรคหลอดเลือด อาจต้องรับการวินิจฉัยเพิ่มเติม โดยการถ่ายภาพรังสีด้วย CT Scan หรือ MRIหลังการฉีดสีในเส้นเลือดแดงแล้ว ผลที่ได้พบว่า 95% มีภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ
วิธีการตรวจ
- ผู้ตรวจต้องนอนราบ โดยแขน และขาอยู่ระดับเดียวกับหัวใจ
- นอนในท่าที่สบายที่สุด และไม่ควรพูดคุย สัมผัส Cuff หรือขยับแขน ขา ขณะทำการตรวจวัด เพราะจะทำให้ค่าที่วัดได้ไม่เที่ยงตรง และยังต้องใช้เวลาวัดนานขึ้นกว่าที่ควร เนื่องจากต้องทำการวัดซ้ำ
- เจ้าหน้าที่จะทำการหยุดเครื่องทันที หากผู้ตรวจเจ็บ หรือมีความผิดปกติใด ๆ ระหว่างทำการวัด
- สำหรับผู้ตรวจที่มีการใส่เหล็กดามกระดูกที่แขน หรือขา ไม่สามารถทำการตรวจวัดค่าได้
การตรวจวัดค่าการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง สามารถแบ่งระดับความรุนแรงของโรคได้ โดยพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง หรือแขน ขาอ่อนแรง และมีอาการปวดมากเมื่อออกกำลังกาย จะมีค่าการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงอยู่ระหว่าง 0.5 – 0.8 ซึ่งในกรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ระบบหลอดเลือด เพื่อตรวจรักษาเพิ่มเติม ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจนแสดงอาการเนื้อเยื่อส่วนปลายของขาขาดเลือดไปเลี้ยงเกิดอาการเนื้อเยื่อเน่าตายนั้น มักมีค่าการแข็งตัวของหลอดแดง ต่ำกว่า 0.5 ซึ่งกรณีนี้ถือว่าเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบเข้ารับการรักษาทันที
