แผลเบาหวานหายช้าเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ปัญหาการไหลเวียนเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่อง ระบบประสาทส่วนปลายเสื่อม รวมถึงการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ และการดูแลแผลที่ไม่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสมานแผล ทำให้แผลหายช้า
ปัจจัยที่ทำให้แผลเบาหวานหายช้า
แผลเบาหวานเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน โดยปัจจัยที่ส่งผลให้แผลหายช้าหรือหายยากกว่าคนทั่วไป มีดังนี้
- การไหลเวียนเลือดแย่ลง จากไขมันในเลือดสูง ส่งผลให้หลอดเลือดแดงตีบและแข็งตัว ทำให้เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณแผลได้เพียงพอ ส่งผลให้แผลขาดเลือดและลุกลามได้
- ระบบประสาทส่วนปลายเสื่อม (Diabetic Neuropathy) ภาวะนี้ทำให้ผู้ป่วยรับความรู้สึกได้น้อยลง เมื่อเกิดแผลจึงไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวช้า นอกจากนี้ ระบบประสาทส่วนปลายที่ผิดปกติยังส่งผลให้รูปร่างเท้าผิดรูป การลงน้ำหนักเท้าตอนเดินผิดปกติ จึงเกิดแรงกดเฉพาะจุดมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเกิดแผลเบาหวาน
- ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้เซลล์ซ่อมแซมเนื้อเยื่อทำงานผิดปกติ และระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง หรือลุกลามไปยังเนื้อเยื่อส่วนลึกและกระดูก
- ภาวะขาดสารอาหาร เช่น โปรตีน วิตามินซีและอี ธาตุสังกะสี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- พฤติกรรมการดูแลแผลที่ไม่เหมาะสม เช่น ปล่อยให้แผลเปียกชื้น สกปรก จนเกิดการติดเชื้อ มีภาวะอักเสบเรื้อรังที่ไปขัดขวางการฟื้นฟูเนื้อเยื่อใหม่ การเดินที่มากเกินไปหรือการสวมรองเท้าที่กดทับบริเวณแผลจนทำให้แผลขยายใหญ่ขึ้น ลุกลามและหายช้า
บทบาทของระบบหลอดเลือดในการสมานแผล
ระบบหลอดเลือดมีบทบาทสำคัญในการสมานแผล โดยมีส่วนร่วมในทุกระยะของการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ตั้งแต่ระยะอักเสบ (Inflammatory Phase) ระยะสร้างเนื้อเยื่อใหม่ (Proliferative Phase) ไปจนถึงระยะปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อ (Remodeling Phase) ดังนี้
- การสร้างหลอดเลือดใหม่ (Angiogenesis) เป็นกระบวนการที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณที่บาดเจ็บ เพื่อช่วยในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ โดยสารต่างๆ เช่น VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดเจริญเติบโตและขยายตัว ส่วน FGF-2 (Fibroblast Growth Factor-2) จะกระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ และเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด ซึ่งมีบทบาทในการสร้างเนื้อเยื่อมาทดแทนเนื้อเยื่อที่เสียหาย ทำให้แผลหายเร็วขึ้นและฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การควบคุมการอักเสบ โดยระบบหลอดเลือดจะตอบสนองต่อการอักเสบในระยะแรก เพื่อกำจัดเชื้อโรคและเศษเซลล์ที่ตายแล้วที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ โดยเซลล์ในหลอดเลือดจะปล่อยสารเคมีที่ช่วยดึงดูดเม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณที่เกิดบาดแผล เพื่อกระตุ้นให้กระบวนการฟื้นฟูดำเนินไปอย่างเป็นระบบ
- การรักษาความสมดุลของออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็น มีความสำคัญในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อให้ไปถึงบริเวณแผลได้อย่างเพียงพอ โดยการส่งเสริมการทำงานของเซลล์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เช่น เซลล์ไฟโบรบลาสต์ ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างคอลลาเจนที่ช่วยให้แผลแข็งแรงและสมานตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สัญญาณที่บอกว่าระบบไหลเวียนเลือดมีปัญหา
ระบบไหลเวียนเลือดมีบทบาทสำคัญในการสมานแผล สำหรับผู้ที่มีแผลเบาหวาน สัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหานี้ ได้แก่
- ปวดขา ขาบวม เท้าบวม โดยการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดี อาจทำให้เกิดการสะสมของของเหลวหรือเกิดการอักเสบ ซึ่งส่งผลให้ขาบวม เท้าบวม และรู้สึกปวด
- รอยคล้ำสีม่วงบนผิวหนัง หรือมีแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย เมื่อเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงผิวหนังได้เพียงพอ จะทำให้ผิวหนังในบริเวณนั้นมีสีม่วงหรือคล้ำจากการขาดออกซิเจน และเกิดแผลตามมา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม
การตรวจหลอดเลือดเพื่อประเมินระบบไหลเวียนเลือด
การตรวจหลอดเลือดมีวิธีการที่หลากหลาย เพื่อประเมินสภาพของหลอดเลือดในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ดังนี้
- การเปรียบเทียบค่าความดันเลือดที่ข้อเท้าและแขน (Ankle-Brachial Index: ABI)เป็นการเปรียบเทียบค่าความดันเลือดที่ข้อเท้าและแขน เพื่อประเมินคุณภาพการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดแดงส่วนปลาย โดยแพทย์จะวัดความดันเลือดทั้งที่ข้อเท้าและแขน แล้วนำค่าที่ได้มาเปรียบเทียบกัน หากพบว่าค่าความดันที่ข้อเท้าต่ำกว่าปกติ อาจบ่งชี้ถึงภาวะหลอดเลือดแดงตีบหรือตัน ซึ่งควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาวิธีรักษาที่เหมาะสม
- การตรวจหลอดเลือดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Doppler Ultrasound)
เป็นการคลื่นเสียงในการประเมินการไหลเวียนเลือดภายในหลอดเลือด โดยใช้หัวตรวจ (Transducer) วางบนผิวหนังบริเวณที่ต้องการตรวจ เพื่อส่งและรับคลื่นเสียงกลับมา การตรวจนี้สามารถประเมินการไหลเวียนเลือด ที่บริเวณหลอดเลือดแดงส่วนปลาย เช่นปลายเท้าได้
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดแดง (CT Angiography)
เป็นการตรวจที่ใช้การฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในหลอดเลือด และใช้เครื่องเอกซเรย์ถ่ายภาพหลอดเลือดเพื่อประเมินการไหลเวียนของเลือดและตรวจหาความผิดปกติ เช่น การตีบหรือตันของหลอดเลือด การตรวจนี้ให้ภาพที่ชัดเจนของโครงสร้าง MRA ทางหลอดเลือด ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
- การตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA; Magnetic Resonance Angiography) เป็นการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในการดูลักษณะของหลอดเลือดแดง โดยไม่จำเป็นต้องใส่การฉีดสารทึบรังสี
การรักษาโรคหลอดเลือดแดงตีบหรือตันที่ช่วยให้แผลเบาหวานหายเร็วขึ้น
แผลเบาหวานสามารถหายเร็วขึ้นได้ด้วยการรักษาโรคหลอดเลือดแดงตีบตัน จะช่วยเพิ่มเลือดไปที่แผล ทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้
- การใช้ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือด เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
- การผ่าตัด โดยการขยายหลอดเลือดแดง หรือการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดแดงที่ตีบหรือตัน (Peripheral Angioplasty)
- การผ่าตัดหลอดเลือดแดงที่ขา (Arterial Bypass) เป็นการผ่าตัดแบบเปิดโดยใช้หลอดเลือดดำ หรือเส้นเลือดเทียมในการ Bypass เพิ่มเลือดไปเลี้ยงที่ขาส่วนปลาย หรือข้อเท้า
การดูแลระบบหลอดเลือดเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาแผลเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจ Ankle-Brachial Index (ABI) เพื่อประเมินการไหลเวียนเลือด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการประเมินสุขภาพหลอดเลือดและการไหลเวียนเลือดของผู้ป่วย ที่ รพ.พญาไท พหลโยธิน เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหลอดเลือด พร้อมเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย และวิธีการรักษาที่ครอบคลุม ตั้งแต่การควบคุมระดับน้ำตาล การขยายหลอดเลือด เพื่อให้แผลเบาหวานหายเร็วขึ้นและลดภาวะแทรกซ้อน รวมถึงการดูแลจากทีมสหสาขาด้วยแผนการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยดูแลและส่งเสริมให้แผลหายเร็วขึ้น
พญ. ประภาวรรณ ธีรศาสตร์
ศัลยแพทย์ ศูนย์ศัลยกรรม
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
