อาการปวดหัวเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน บางคนอาจเป็นแล้วหายได้ในเวลาไม่นาน ในขณะที่บางคนก็อาจเป็นๆ หายๆ หรือปวดต่อเนื่องมาเป็นปีจนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว อย่าวางใจ! ว่าอาการปวดหัวที่เป็นบ่อยๆ นั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะอาการที่คุณเป็นอยู่อาจไม่ใช่แค่ไมเกรนหรือการปวดหัวจากความเครียด แต่นั่นอาจเป็นความผิดปกติที่เกิดจาก
“เนื้องอกในสมอง”รู้จักเนื้องอกในสมอง
เนื้องอกในสมองเป็นโรคที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดแต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเอง ในผู้ป่วยบางรายอาจพบว่ามีความผิดปกติจากพันธุกรรม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหากคนในครอบครัวเป็นโรคนี้แล้วเราต้องเป็นตามไปด้วยเสมอไป เพราะนอกจากเรื่องของพันธุกรรมแล้ว การมีประวัติว่าเคยได้รับการฉายแสงบริเวณศีรษะ หรือสมองเคยได้รับการบาดเจ็บ ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือได้รับสารเคมี ก็อาจทำให้เกิดเนื้องอกในสมองได้เช่นกัน
ความรุนแรงของโรคเนื้องอกในสมอง
- ระดับที่ 1 เนื้องอกในระดับนี้..ยังเป็นก้อนเนื้อที่เติบโตช้า และยังไม่มีการแพร่กระจาย สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้
- ระดับที่ 2 เป็นความรุนแรงของเนื้องอกในระดับปานกลาง โดยก้อนเนื้องอกจะแทรกซึมอยู่ในเนื้อเยื่อสมอง…ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้!! แต่เนื้องอกเติบโต้ช้าจึงมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี
- ระดับที่ 3 เนื้องอกในระดับนี้..จัดว่าเป็น “มะเร็ง” และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
- ระดับที่ 4 หรือระดับรุนแรงมาก โดยผู้ป่วยมักเสียชีวิตในช่วงเวลาสั้นๆ
อาการเหล่านี้อาจเป็นเนื้องอกในสมอง
- ปวดหัวรุนแรง มักเกิดอาการช่วงตื่นนอนตอนเช้าหรือช่วงนอนตอนกลางคืน จนอาจทำให้ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก
- อาเจียน โดยไม่มีอาการคลื่นไส้
- มีอาการชัก โดยแบ่งเป็น “ชักทั้งตัว” และ “ชักเฉพาะที่” ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้
- แขนอ่อนแรง อาจเริ่มจากอ่อนแรงเล็กน้อย เมื่อเวลาผ่านไปก็อ่อนแรงมากขึ้น
- อาการกดเนื้อสมองบางส่วน เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก ตามัว หรือ เดินเซ
- บางรายอาจเกิดหมดสติเฉียบพลัน
ตรวจหาสาเหตุด้วยการ MRI Brain
เพราะ “เนื้องอกในสมอง” ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด การตรวจสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI จะช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนว่ามีเนื้องอกหรือความผิดปกติอื่นๆ เกิดขึ้นที่สมองหรือไม่ โดยการทำ MRI จะใช้หลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการจัดเรียงโมเลกุลต่างๆและแปลผลออกมาเป็นภาพสามมิติ เพื่อตรวจวินิจฉัยเนื้องอกในสมอง โดยเฉพาะเนื้องอกในสมองและกะโหลกศีรษะบริเวณสมองน้อยและก้านสมอง นอกจากนี้ยังสามารถตรวจความผิดปกติอื่นๆ ของสมองได้ เช่น ภาวะสมองอักเสบจากสาเหตุต่างๆ โรคปลอกประสาทอักเสบ ฯลฯ เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง
ต้องรีบรักษา..ก่อนอันตรายถึงชีวิต!!
ถึงแม้ว่าก้อนเนื้อที่พบนั้นอาจไม่ใช่เนื้อร้าย แต่หากปล่อยไว้นานจนก้อนเนื้อก็อาจไปกดทับแกนสมอง ทำให้มีอาการตาเหล่ ปากเบี้ยว หรือแขนขาอ่อนแรงได้ และอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันความเสี่ยง
เพราะยังไม่มีสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงสำคัญ
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ทานอาหารดีมีประโยชน์
- ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ไม่สูบบุหรี่
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
เพราะ “สมอง” เป็นอวัยวะที่สำคัญ การตรวจเช็คหาความผิดปกติจึงควรเลือกเทคนิคที่ปลอดภัยเพื่อที่จะได้ผลการตรวจที่ชัดเจนสมบูรณ์ หากพบความผิดปกติไม่ควรปล่อยไว้ ควรพบแพทย์ตรวจหาสาเหตุ เพื่อให้สามารถรักษาได้ตรงจุดและทันท่วงที!
