อาการแบบไหนเป็นสัญญาณเตือนภัยเสี่ยงริดสีดวง?
โรคริดสีดวงนั้น สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ ริดสีดวงภายใน กับ ริดสีดวงภายนอก ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป
โดยหากเป็นริดสีดวงภายในในช่วงระยะที่ 1-2 แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยการใช้ยาและการใช้ยางรัด ในขณะที่ระยะที่ 3-4 จะใช้การผ่าตัดรักษาเป็นหลัก
ส่วนริดสีดวงภายนอก ก็จะรักษาด้วยการใช้ยาเช่นกัน โดยการรักษาด้วยการผ่าตัดจะทำก็ต่อเมื่อมีอาการอักเสบหรือบวมเยอะ และมีเลือดออกมาก
ทั้งนี้ อาการสำคัญที่เป็นสัญญาณเตือนต้องสงสัยว่าเราเสี่ยงเป็นโรคริดสีดวง ได้แก่
- ปวดหน่วง หรือมีอาการคันบริเวณทวารหนัก
- มีเลือดออก เป็นเลือดสด ซึ่งจะสัมพันธ์กับการแบ่งเวลาขับถ่าย ไม่ใช่เลือดที่ไหลออกมาเอง
- มีตุ่ม ก้อน ยื่นออกมาบริเวณด้านนอกทวารหนัก ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของริดสีดวงภายนอก
- มีอาการเจ็บที่ทวารหนัก เวลายืน เดิน นั่ง เนื่องจากริดสีดวงมีการอักเสบ
ผ่าตัดริดสีดวงด้วยเลเซอร์ทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
การผ่าตัดริดสีดวงด้วยการใช้เลเซอร์ เป็นการรักษาด้วยการใช้ความร้อนจากคลื่นเลเซอร์เผาไปยังบริเวณผนังหลอดเลือดที่บวมอักเสบ จนทำให้แบนและยุบตัวลง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กับคนไข้ที่เป็นริดสีดวงภายในที่อยู่ในระยะที่ 2-4 ที่รักษาด้วยการทานยาแล้วแต่ยังไม่หาย หรือโรครุนแรงเกินกว่าจะใช้การยิงยางรัดรักษาได้
ซึ่งเหตุผลที่ไม่นิยมใช้การผ่าตัดด้วยเลเซอร์รักษาริดสีดวงภายนอกเพราะผิวหนังด้านนอกจะบอบบาง และทำให้อาจรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกไฟลวกก้นได้ โดยข้อดีของการผ่าตัดรักษาด้วยเลเซอร์ที่เหนือกว่าการรักษาด้วยการผ่าตัดแบบเดิม คือ เจ็บน้อยกว่า ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นที่โรงพยาบาลสั้นกว่า
เนื่องจากไม่ได้เป็นการผ่าตัดทวารหนัก รวมถึงยังเสี่ยงต่อภาวะรูทวารตีบ หรืออาการกลั้นไม่ได้น้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดด้วย โดยขั้นตอนในการผ่าตัดรักษาด้วยเลเซอร์นั้น มีดังต่อไปนี้
- แพทย์ตรวจประเมินคนไข้ว่าเหมาะกับการใช้เลเซอร์ผ่าตัดรักษาได้
- เพื่อลดความเจ็บปวดในระหว่างการรักษาที่อาจเกิดขึ้นได้เพราะริดสีดวงยังอักเสบอยู่ จึงมีการใช้ยานอนหลับก่อนผ่าตัด
- แพทย์ใช้เลเซอร์ผ่าตัดบริเวณริดสีดวง ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณครึ่ง ถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนหัวของริดสีดวงในคนไข้แต่ละราย โดยริดสีดวง 1 หัว จะต้องปล่อยความร้อนประมาณ 3-5 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาทีต่อหัว ดังนั้นยิ่งมีจำนวนหัวริดสีดวงมาก ก็ยิ่งใช้เวลาในการผ่าตัดเพิ่มมากขึ้น เพราะระหว่างการผ่าตัดอาจมีการประคบน้ำแข็งเพื่อลดความร้อนระหว่างรักษาด้วย
- หลังผ่าตัดแล้ว อาจมีอาการปวดบวม ซึ่งแพทย์จะบรรเทาด้วยการสอนให้ผู้ป่วยนั่งแช่ก้นในน้ำอุ่น เพื่อลดอาการปวดบวมลง ซึ่งปกติจะแนะนำให้ทำหลังจากถ่ายอุจจาระ แต่หากไม่ได้มีอาการปวดบวมมาก ก็ไม่จำเป็นต้องนั่งแช่ก้นก็ได้
- หลังผ่าตัดแล้ว พักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน ก็สามารถกลับบ้านได้เลย ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทานอาหารได้ทุกอย่าง แต่หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้เสี่ยงท้องเสีย เพราะจะทำให้ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวช้า
- โดยปกติแล้วแพทย์จะนัดติดตามอาการหลังผ่าตัดประมาณ 1-2 สัปดาห์ หากไม่มีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่น ก็จะหายดีได้และไม่ต้องนัดติดตามอาการอีก
ข้อดีของการผ่าตัดด้วยเลเซอร์
- ไม่มีแผลเป็น โดยแพทย์จะใช้เลเซอร์เจาะเข้าไปที่ด้านข้างแผลเพื่อทำลายริดสีดวง ไม่ได้ผ่าทวารหนักโดยตรงรอยเจาะมีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และจำนวนในการเจาะจะขึ้นอยู่กับจำนวนหัวของริดสีดวง ถ้ามีหลายหัวก็ต้องเจาะหลายรู แต่หลังการผ่าตัดไม่ต้องเย็บแผล
- ฉีดยาชาเฉพาะจุดได้ คนไข้ไม่ต้องบล็อกหลังและสวนปัสสาวะ จึงหมดกังวลเรื่องจะปัสสาวะไม่ออกหลังผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้นนาน
- ใช้เวลาน้อย โดยการผ่าตัดจะใช้เวลาเพียงประมาณครึ่งชั่วโมงในการเจาะและยิงเลเซอร์
- คนไข้ใช้เวลาพักฟื้น 1-2 วัน ก็สามารถกลับไปทำงานได้
- หลังจากผ่าตัดสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ถ้าไม่เจ็บแผลหลังพักฟื้นก็สามารถออกกำลังกายได้ ต่างจากการผ่าตัดดั้งเดิมที่ต้องพักนานที่ต้องมีการเย็บแผล ต้องระมัดระวังไม่ให้แผลฉีก และห้ามเคลื่อนไหวเยอะจนกว่าแผลจะหายดี
โรคริดสีดวงนั้น เป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ทุกคนมีโอกาสเป็นได้ หากไม่ดูแลการรับประทานอาหารให้ดีพอ และไม่ปรับพฤติกรรมการเข้าห้องน้ำให้ถูกสุขลักษณะ ซึ่งแม้จะรักษาหายแล้วไม่ว่าจะด้วยการรักษาแบบทานยา หรือว่าการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นได้อีก ถ้ายังท้องผูกและท้องเสียบ่อยๆ
ดังนั้น การทำความเข้าใจสาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ขับถ่ายได้อย่างถูกสุขลักษณะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ร่วมด้วยกับการหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ ที่หากพบว่าขับถ่ายอุจจาระลำบาก และมีเลือดออกปนเวลาขับถ่าย ก็ไม่ควรอาย แต่ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว จะได้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องถึงขั้นรักษาด้วยการผ่าตัดให้เจ็บตัว และเสียค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดรักษา
