เคลียร์ข้อสงสัย ทานเป็ด-ไก่ ทำให้เป็นเกาต์จริงหรือไม่

Image

แชร์


โรคเกาต์ (Gout) เกิดจากการสะสมของกรดยูริก (uric acid) ในเลือด ที่ตกตะกอนกลายเป็นผลึกรูปเข็มอยู่ตามข้อ ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนอย่างเฉียบพลัน ซึ่งระดับของกรดยูริกในเลือดสูงจะบ่งบอกถึงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ ความดันสูง เส้นเลือดเสื่อมสภาพ นิ่วในไต และไตวายได้ การรู้ระดับของกรดยูริกในเลือดจึงมีความสำคัญต่อการพยากรณ์โรคได้หลายอย่าง

 

“ข้อนิ้วหัวแม่เท้า” ตำแหน่งฮิต…การอักเสบจากกรดยูริกสูง

เมื่อระดับของกรดยูริกสูงกว่า 6.8 มก/ดล ก็จะมีโอกาสที่จะทำให้เกิดการอักเสบตามข้อได้ โดยตำแหน่งที่พบบ่อยคือ “ข้อนิ้วหัวแม่เท้า” ในคนที่เป็นเกาต์เรื้อรังอาจพบอาการอักเสบได้หลายข้อพร้อมๆ กัน บางคนอาจมีก้อนของกรดยูริกสะสมอยู่ตามข้อเหล่านี้ จนปูดขึ้นเป็นปุ่มโปน ที่วันดีคืนดีอาจแตกออกมากลายเป็นแผลเรื้อรัง

 

โดยอาการเหล่านี้มักเกิดหลังการไปสังสรรค์กับเพื่อน ที่มีการทานเนื้อสัตว์และดื่มแอลกอฮอล์ พอตกกลางคืน ก็สังเกตได้ว่าหัวแม่เท้าบวมแดงเจ็บ เมื่อไปพบแพทย์… ตรวจวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดก็พบว่าเป็นเกาต์ และหลังทานยาอาการก็ดีขึ้น

 

ตำแหน่งโรคไม่แน่นอน..ทำให้มีโอกาสวินิจฉัยผิดพลาด

ในบางครั้ง ‘อาการปวดข้อ’ อาจเกิดในตำแหน่งที่พบได้น้อยหรือเป็นหลายข้อ ทำให้การวินิจฉัยโรคคลาดเคลื่อน อย่างหมอเคยพบคนไข้ซึ่งให้ประวัติปวดข้อสะโพกหลังการทานเบียร์กับสเต็ก ไปพบแพทย์ได้ยาแก้ปวด ซึ่งช่วยบรรเทาอาการได้เพียงชั่วคราว อาการปวดบวมลามมาที่ข้อเข่า แพทย์เจาะเข่าตรวจไม่พบผลึกของกรดยูริก จึงบอกคนไข้ว่าไม่ใช่เกาต์และให้แต่ยาแก้ปวดต่อเนื่อง จนอาการปวดเริ่มลามไปตามข้อทั้งสองข้าง ที่น่ากลัวก็คือ คนไข้ทานยาแก้ปวดต่อเนื่องอยู่เป็นเวลานาน ทำให้ไตเริ่มมีปัญหา แต่ภายหลังจากการให้การรักษาโรคเกาต์ และทานยาช่วยลดระดับของกรดยูริก อาการก็ค่อยๆ ทุเลา และค่าไตที่ทรุดก็กลับมาเป็นปกติในที่สุด

 

กินเป็ด กินไก่ ใช่สาเหตุโรคเกาต์หรือเปล่า ?

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าโรคเกาต์เกิดจากการทานเป็ดไก่ หรือแม้แต่การทานยอดผัก ซึ่งความจริงแล้วอาหารที่เราทานเข้าไปเป็นเพียงหนึ่งปัจจัยที่อาจไปช่วยกระตุ้นให้เกิดโรคได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะอาหารพวกเป็ดหรือไก่ ทำให้ระดับกรดยูริกสูงขึ้นได้ไม่เกิน 1 มก./ดล. จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้ว่าจะหยุดทานเป็ดไก่แล้ว อาการเกาต์ก็ยังไม่หายขาดซะที

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าคนที่เป็นเกาต์จะทานเป็ดไก่ได้อย่างสบายใจ เพราะหากคุณเป็นคนที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเกาต์อยู่แล้ว มีระดับของกรดยูริกสูงอยู่แล้ว การทานเป็ดไก่ก็อาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน ส่วนเรื่องของการทานยอดผักนั้นก็ไม่ได้ทำให้ระดับของกรดยูริกพุ่งขึ้นสูงแต่อย่างใด นั่นจึงไม่ใช่สาเหตุสำคัญของโรคเกาต์นั่นเอง

 

การดื่มแอลกอฮอล์…กับการเกิดโรคเกาต์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะกรดยูริกในเลือดสูงและโรคเกาต์  หลังดื่มจึงมีโอกาสที่จะมีอาการปวดบวมที่หัวแม่เท้าอย่างรุนแรงได้  และแอลกอฮอล์ยังทำให้เลือดเป็นกรด ส่งผลให้กรดยูริกตกตะกอนภายในข้อ และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง และชนิดของแอลกอฮอล์ที่ดื่มก็มีผลต่อระดับยูริกแตกต่างกัน เบียร์จะทำให้ระดับกรดยูริกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าวิสกี้ ส่วนไวน์ทำให้ระดับของกรดยูริกสูงขึ้นไม่มาก ดังนั้น สำหรับคนที่เป็นเกาต์ ถ้าหยุดดื่มแอลกอฮอล์ได้น่าจะดีกว่า แต่ถ้าจะต้องดื่มเพื่อเข้าสังคม ก็แนะนำให้เลือกดื่มเป็นไวน์ และควรหลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์ให้ได้มากที่สุด

 

กินน้ำตาลหรือของหวานมากๆ  เสี่ยงโรคเกาต์เพิ่มขึ้น

น้อยคนที่จะรู้ว่าการทานน้ำตาลผลไม้ ที่เรียกว่า น้ำตาลฟรุคโตส เกินกว่า 50 กรัมต่อวัน ก็สามารถทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูง และตามมาด้วยการเป็นโรคเกาต์ได้เช่นกัน และแหล่งของน้ำตาลฟรุคโตสที่น่ากังวลคือมาจาก น้ำผลไม้กล่อง และน้ำอัดลม งานวิจัยพบว่าการดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้กล่อง เกินวันละหนึ่งแก้วอยู่เป็นประจำ ก็สามารถส่งผลให้ระดับของกรดยูริกสูงถึงขั้นเป็นโรคเกาต์ได้แล้ว

 

การทานน้ำตาลผลไม้หรือฟรุคโตส ทำให้กรดยูริกในเลือดสูง ได้อย่างไร?

คำตอบก็คือ… เวลาน้ำตาลฟรุคโตสจำนวนมากๆ ถูกเผาผลาญในร่างกาย จะก่อให้เกิดสารที่มีชื่อว่า เอ.เอ็ม.พี. (AMP) ซึ่งสาร AMP นี้เองที่จะถูกร่างกายเปลี่ยนให้กลายเป็นกรดยูริกในเลือด ฉะนั้นไม่ทานอาการที่มีกรดยูริกใช่ว่าจะไม่เสี่ยง! เพราะการดื่มน้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้กล่องที่มีน้ำตาลฟรุคโตสจำนวนมาก ก็สามารถทำให้กรดยูริกสูงในเลือดได้มากกว่าการกินเป็ดไก่เสียด้วยซ้ำ

รักษาอย่างไร? เมื่อ “เกาต์” ถามหา

การรักษาเกาต์ในช่วงแรก คือ การให้ยาลดการอักเสบแก้ปวด และเมื่ออาการปวดทุเลาก็จะมีการสั่งยาลดการสร้างกรดยูริก เพื่อควบคุมระดับของกรดยูริกให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ปัญหาก็คือคนไข้มักเข้าใจว่า เวลาปวดข้อก็ทานยาแก้ปวด เวลาไม่ปวดข้อก็ไม่ต้องทานยาอะไร โดยไม่สนใจตรวจดูระดับของกรดยูริกในเลือด โดยไม่ได้ตระหนักว่าการที่ระดับยูริกในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะเป็นพิษต่อหลอดเลือดและไต กว่าจะรู้ตัวก็ลงเอยเป็น โรคความดันสูงหรือไตวายไปแล้ว ดังนั้นจึงอยากจะฝากบอกคนที่เป็นเกาต์ว่า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาลดระดับกรดยูริกอย่างต่อเนื่อง

 

ในส่วนของหมอเองมักแนะนำให้คนไข้ที่เป็นเกาต์ พกยาที่มีชื่อว่า โคลชีซีน (colchicine) ติดตัว หากมีอาการปวดข้อเฉียบพลัน ก็ให้ทานยาทันทีหนึ่งเม็ด หากอาการไม่ดีขึ้นภายในสองชั่วโมง สามารถทานได้อีกหนึ่งเม็ด ผลข้างเคียงของโคลชีซีนคือถ่ายเหลว ดังนั้นหากทานสองเม็ดแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาการปรับให้ยาลดการอักเสบที่แรงกว่า

 

ส่วนการทานยาโคลชีซีนต่อเนื่องเพื่อป้องกันอาการเกาต์นั้น… หมอไม่แนะนำ เพราะทำให้เกิดการใช้ยาโดยไม่จำเป็น การรักษาเกาท์ที่ถูกวิธี คือการควบคุมระดับของกรดยูริกให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ด้วยการลดอาหารเนื้อสัตว์ เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และลดการดื่มน้ำอัดลม

 

มียาตัวหนึ่งที่สามารถป้องกันอาการเกาต์ได้อย่างปลอดภัย คือ โซเดียมไบคาร์โบเนต หรือ โซดามินท์ สามารถทานครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง โซดามินท์จะช่วยป้องกันภาวะเลือดเป็นกรด ซึ่งเป็นสาเหตุของการตกตะกอนของกรดยูริกได้ หมอถือว่า โซดามินท์ เป็นยาชะลอวัย ที่มีราคาถูกที่สุด เพราะเม็ดหนึ่งไม่ถึงบาท โซดามินท์ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันเกาต์ แต่ยังเป็นยาลดกรดและป้องกันไตเสื่อมอีกด้วย

 

แต่สำหรับคนที่มีระดับของกรดยูริกสูงมาก ๆ อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ถึงการใช้ยาลดการสร้างกรดยูริก ที่มีชื่อว่า อัลโลพิวรินอล (allopurinol) เนื่องจาก ยาตัวนี้อาจทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรง อย่างภาวะผิวหนังเปื่อยลอกทั้งตัว (Steven Johnson syndrome) ได้ แต่พบได้ไม่บ่อย จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ อัลโลพิวรินอล ไม่เพียงแต่เป็นยารักษาโรคเกาต์ แต่ยังมีรายงานถึงการชะลอไตเสื่อม และช่วยเสริมฤทธิ์ของยาลดความดันอีกด้วย อย่าลืมว่า การปล่อยให้กรดยูริกสูงๆ โดยไม่ยอมทานยา เพราะกลัวว่าจะแพ้ยา (ทั้งที่อาจจะไม่แพ้) ก็มีโอกาสที่จะลงเอยด้วย ปัญหาหลอดเลือดเสื่อมสภาพ และโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งอันตรายและร้ายแรงกว่า

 

กรดยูริก ปัจจัยเสี่ยงของโรคเมตาบอลิค

พูดถึงเกาต์ ใครๆ ก็รู้จักว่า เป็นข้ออักเสบอันเกิดจากภาวะกรดยูริกสูง แต่ที่ไม่รู้ก็คือว่า “ภาวะกรดยูริกสูง” ไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ แต่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคร้ายอย่าง ความดันสูง นิ่วในไต เบาหวาน รวมทั้งไตวายเรื้อรัง แต่เนื่องจากการตรวจเลือดดูระดับของกรดยูริกในเลือด มักไม่มีในการตรวจโปรแกรมสุขภาพทั่วๆ ไป จึงอยากจะแนะนำให้ตรวจเจาะลึกเพิ่มเติมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายมีระดับของกรดยูริกในเลือดสูงกว่าผู้หญิง เพราะฮอร์โมนเพศหญิงจะเพิ่มการกำจัดกรดยูริกออกทางไต โรคเกาต์จึงเป็นโรคที่พบในผู้ชายมากกว่า แต่ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองที่ฮอร์โมนเพศลดลงก็จะสามารถเป็นโรคเกาต์ได้เช่นกัน

 

สำหรับคนที่เคยไปรับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพ และได้รับการบอกว่ามีกรดยูริกในเลือดสูง ส่วนใหญ่แพทย์ก็จะบอกแค่ว่า “กรดยูริกสูงนะ อย่ากินเป็ดไก่มากนัก เดี๋ยวจะเป็นเกาต์” ก็โปรดอย่าได้นิ่งนอนใจว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ควรเริ่มคุมอาหาร ลดแป้ง ออกกำลังกาย ลดน้ำหนักตัว งดดื่มแอลกอฮอล์ (หรือเลือกทานไวน์แทนเบียร์) และอย่าลืมว่า น้ำอัดลมและน้ำผลไม้กล่อง ทำให้กรดยูริกสูงได้

 

ยูริกสูงและโรคเกาต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ขอย้ำว่า ยูริกสูงและโรคเกาต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะเข้าใจว่าเป็นแค่โรคข้อ… รอให้เกิดแล้วทานยาเป็นพักๆ อาจจะลงเอยด้วยภาวะไตวาย หรือเส้นเลือดเสื่อมสภาพได้ มีคนไข้สูงอายุหลายรายไปพบแพทย์ด้วยอาการเลือดออกทางเดินอาหารโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่องกล้องก็ไม่พบจุดเลือดออกชัดเจน แต่ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะกรดยูริกตกตะกอนในสภาวะที่เป็นกรด เกิดเป็นผลึกรูปเข็มทิ่มแทงเส้นเลือดที่เสื่อมสภาพ ซึ่งหากแพทย์ไม่ได้ตรวจระดับของกรดยูริก หรือไม่ได้รักษา (ด้วยการให้ โซเดียม ไบคาร์โบเนต หยดเข้าเส้นเลือด) ผู้ป่วยก็จะเลือดออกจนถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ป่วยบางรายก็ถูกตัดลำไส้ออกเกือบหมด และลงเอยด้วยการยังชีพโดยการให้สารอาหารทางหลอดเลือดชั่วชีวิต

 

ทุกคน จึงจำเป็นต้องรู้ระดับของกรดยูริก เพื่อการป้องกันและรักษา เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ โรคเรื้อรัง ร้ายแรง รวมทั้งโรคไตวาย ก็จะตามมาอย่างแน่นอน

Loading...

แชร์


Loading...