ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ริดสีดวงทวารหนัก โรคที่มักเกิดจากพฤติกรรม


ริดสีดวงทวารหนัก โรคที่มักเกิดจากพฤติกรรม


องค์ประกอบหนึ่งของการมีสุขภาพดี คือการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายเป็นประจำทุกวัน โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ 05.00-07.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ลำไส้ใหญ่ทำงานขับกากอาหารออกจากร่างกาย แต่สำหรับบางคนที่มีปัญหาขับถ่ายไม่ปกติ เดี๋ยวท้องผูก เดี๋ยวท้องเสีย ต้องออกแรงเบ่งเป็นประจำ... โดยลืมตระหนักไปว่า ปัญหาเล็กๆ เหล่านี้จะสั่งสม เป็นต้นตอของการเกิด “โรคริดสีดวงทวารหนัก” ภัยร้ายที่คุณไม่ควรมองข้าม

โรคริดสีดวงทวารหนัก... ฝันร้ายของคนชอบเบ่ง

โรคริดสีดวงทวารหนัก คือภาวะที่เบาะรอง (Anal Cushion) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ช่วยในการขยายตัวของทวารหนักเวลาขับถ่ายและช่วยให้รูทวารหนักปิดสนิทในภาวะปกตินั้น มีการเคลื่อนตัวห้อยลงมาต่ำกว่าตำแหน่งปกติ และมีการโป่งพองไม่ยุบลงเมื่อขับถ่ายอุจจาระเสร็จ จนทำให้มีเลือดออกเมื่อถ่ายอุจจาระหรือมีก้อนยื่นที่ปากทวารหนัก พญ.นรสรา วิทยาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลพญาไท 3 บอกว่า แม้โรคนี้จะไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่ส่วนมากเกิดจากแรงกดหรือความดันในช่องท้องหรือช่องปอด ซึ่งแรงนี้เกิดจาก “การเบ่ง” ของคนที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายหรือท้องผูก ที่มักต้องออกแรงเบ่งมาก นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองก็ทำให้มีแรงดันในช่องปอดได้

ริดสีดวงทวาร..แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

ทวารหนัก เป็นอวัยวะส่วนติดต่อมาจากลำไส้ใหญ่ และมาเปิดออกนอกร่างกาย มีความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ถูกแบ่งครึ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยเส้นรอบวงที่เรียกว่า แนวเส้นประสาท (Dentate Line) ส่วนที่อยู่สูงกว่าแนวเส้นประสาท เรียกว่า รูทวารหนัก (Anal canal) จะไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวด มาเลี้ยงที่ผนังของรูทวารหนักปกติ จะมีก้อนเนื้อนูนออกมาเป็นระยะโดยรอบ เรียกว่า เบาะรอง (Cushion) ซึ่งภายในมีกลุ่มเส้นเลือด และกล้ามเนื้อ

โดยริดสีดวงทวารที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • ริดสีดวงทวารชนิดภายใน - การออกแรงเบ่งอุจจาระรุนแรง ทำให้เกิดความดันจากการเบ่งมากขึ้น และอุจจาระก้อนใหญ่จะดันให้เบาะรองเลื่อนลงมาเรื่อยๆ จนยื่นออกมานอกทวารหนัก โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ตามลักษณะการยื่นออกมาของหัวริดสีดวง

  • ริดสีดวงทวารชนิดภายนอก - นอกจากริดสีดวงภายในแล้ว...หัวริดสีดวงก็สามารถเกิดขึ้นใต้แนวเส้นประสาท (Dentate Line) หรือบริเวณ “ปากทวารหนัก” ซึ่งจะมีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดมาเลี้ยง เมื่อเบาะรองเลื่อนตัวลงมาเรื่อยๆ ก็จะดันกลุ่มเส้นเลือดและเนื้อเยื่อของปากทวารให้เลื่อนลงต่ำ และเบียดออกด้านข้างจนกลายเป็นก้อนนูนตรงปากทวารหนัก

ปัจจัยที่ทำให้เกิดริดสีดวงทวารหนัก มีอะไรบ้าง

  1. ภาวะท้องผูกเรื้อรัง

  2. ท้องเสียถ่ายอุจจาระบ่อย ๆ

  3. อุปนิสัยเบ่งอุจจาระอย่างมากเพื่อพยายามขับอุจจาระก้อนสุดท้ายให้ออกไป

  4. อุปนิสัยใช้เวลานั่งถ่ายอุจจาระนาน เช่น อ่านหนังสือขณะถ่ายอุจจาระ

  5. ชอบใช้ยาสวนอุจจาระ หรือยาระบายพร่ำเพรื่อ

  6. หญิงตั้งครรภ์ทำให้ถ่ายอุจจาระไม่สะดวก

  7. ภาวะโรคตับแข็งทำให้เลือดดำไหลเข้าตับไม่ได้ ทำให้เส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งพอง

  8. อายุสูงวัยขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยานลงจนทำให้เบาะรองเลื่อนลงมาจนยื่นออกมาจากทวารหนัก

  9. โดยไม่ทราบสาเหตุพบว่าบุคคลที่มีประวัติในครอบครัวเป็นริดสีดวงทวารหนัก จะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าปกติ

นั่งถ่ายนานเพียง 1 ครั้ง... เหมือนเข้าห้องน้ำ 10 ครั้ง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมของเราเอง นอกจากการไม่กินอาหารที่มีกากใยจนเป็นเหตุให้ท้องผูกแล้ว การนั่งถ่ายนานๆ อย่างการอ่านหนังสือไปด้วย หรือเล่นโทรศัพท์ระหว่างขับถ่าย ก็มีส่วนทำให้เบาะรองเลื่อนลงมาได้เช่นกัน บางคนขับถ่ายไม่สุด เกิดการเบ่งซ้ำหลายครั้ง หรือบางรายเบ่งมากกว่า 10 ครั้งทั้งที่เข้าห้องน้ำแค่ครั้งเดียว ก็มีค่าเท่ากับเข้าห้องน้ำ 10 ครั้งนั่นเอง นอกจากนี้ยังเกิดเพราะสภาพร่างกาย เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ฮอร์โมนเปลี่ยน มดลูกขยายใหญ่ขึ้นก็ทำให้ขับถ่ายลำบาก ผู้ป่วยโรคตับแข็งที่เส้นเลือดดำที่ทวารหนักโป่งพอง หรือเมื่ออายุมากขึ้นก็มีโอกาสที่เบาะรองเลื่อนจะยื่นออกจากทวารหนักได้เช่นกัน

ชอบกินอาหารเหล่านี้... เสี่ยงเป็นริดสีดวงทวาร

  • ดื่มน้ำน้อย: ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำ 70% หากดื่มน้ำน้อยไป ลำไส้ก็จะไม่มีน้ำที่ช่วยขับของเสียออกมา ทำให้เกิดของเสียสะสม ลำไส้ก็จะดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าไปในร่างกาย เลือดของเราก็จะสกปรกและข้นหนืด เป็นผลให้เกิดสิว กระ ฝ้า และ โรคริดสีดวง

  • ชอบเนื้อสัตว์: เนื้อสัตว์ไม่ค่อยมีกากใยเหมือนอย่างผักและผลไม้ ทำให้การเคลื่อนไหวทางเดินอาหารเป็นไปอย่างช้ามาก กว่าจะขับถ่ายผ่านลำไส้ออกมาได้ก็เกิดการหมักหมมและสร้างเชื้อโรคไว้มาก คนที่กินเนื้อสัตว์มากจึงมักเป็นโรคท้องผูก

  • ดื่มชากาแฟ: หากดื่มแล้วทำให้ขับถ่ายน้อยลง ก็พยายามดื่มให้น้อยลง เพราะคาเฟอีนในกาแฟและสารแทนนินในชา มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย

  • ชอบกินอาหารรสจัด: ทั้งรสเปรี้ยวจัดและเผ็ดจัด ทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ และยังส่งผลให้ระบบขับถ่ายมีปัญหาจนเกิดเป็นโรคริดสีดวง

ถ้าคุณมีอาการแบบนี้...ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจทวารหนัก!

  • มีเลือดออกหลังถ่ายอุจจาระ

  • มีก้อนยื่นออกมาขณะถ่ายอุจจาระ

  • ทวารหนักเปียกแฉะ คันรอบๆ ปากทวารหนัก

  • มีการอักเสบของริดสีดวง และเจ็บบริเวณทวารหนัก

  • เวลาคลำจะพบก้อนบริเวณทวารหนัก

ระดับความรุนแรงของการถ่ายเป็นเลือด

อาการหนึ่งที่ทำให้คนเริ่มตระหนักว่าตัวเองมีความเสี่ยงเป็นริดสีดวง คือการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เกิดจากการขับถ่ายปกติที่มีเลือดปนออกมา ซึ่งสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน บางครั้งจะมีเลือดหยดหลังถ่ายอุจจาระออกมาแล้ว หรือเป็นอุจจาระที่มีเลือดอยู่ในนั้น ทำให้อุจจาระเป็นสีแดงแตกต่างจากปกติ ซึ่งการถ่ายเป็นเลือดแต่ละแบบ จะช่วยให้วินิจฉัยโรคออกมาได้ไม่เหมือนกัน เพราะสัญญาณนี้เป็นอาการของหลายโรค ไม่ใช่แค่เพียงโรคริดสีดวง ดังนั้นเมื่อมีอาการแล้วจึงควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด เพื่อผลดีกับตัวผู้ป่วยเอง

การถ่ายเป็นเลือด ของผู้ป่วยริดสีดวงทวาร มีลักษณะอย่างไร ?

การถ่ายเป็นเลือดเป็นอาการหลักของโรคริดสีดวงทวาร ซึ่งเกิดจากการเบ่งอุจจาระเป็นประจำเนื่องจากท้องผูก ท้องเสีย ทำให้เส้นเลือดดำที่ปลายทวารหนักบวมและไม่ยุบลงไป เกิดเป็นตุ่มริดสีดวง บางคนที่ริดสีดวงอักเสบมากๆ จนหลุดออกมาด้านนอก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บเวลาเดินหรือนั่งอย่างมาก หลังจากนั้นเวลาขับถ่ายก็จะมีเลือดออกมาเป็นหยดหลังการถ่าย หรือมีเลือดเปื้อนทิชชู่ตอนเช็ดทำความสะอาด ส่วนอุจจาระเป็นสีปกติ บางคนไม่รู้สึกเจ็บปวด อาการจะเป็นแบบเป็นๆ หายๆ แต่บางคนก็รู้สึกเจ็บบริเวณทวารหนัก คันบริเวณก้น และขับถ่ายลำบากร่วมด้วย

ควรทำอย่างไร …เมื่อมีอาการ ถ่ายเป็นเลือด

  • ควรให้ข้อมูลกับแพทย์ผู้ดูแลอย่างละเอียด ควรให้แพทย์ตรวจทวารอย่าเขินอาย เพราะการตรวจร่างกายและซักประวัติมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

  • อย่าชะล่าใจ หากมีเลือดออกทางทวาร หรือการขับถ่ายไม่ปกติ ควรมาพบแพทย์โดยเร็ว

  • จะเป็นผลดีอย่างยิ่งกับผู้ที่มีความผิดปกติ หากมาพบแพทย์ในวันเดียวกับที่เลือดออก

แพทย์และพยาบาลที่ดูแล จะทำอย่างไร

  • ซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยละเอียด

  • ตรวจทวารหนักและช่องทวารหนักโดยละเอียด เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่ามีเลือดออกจากที่ใด ใช่ริดสีดวงหรือไม่

  • ตรวจภาวะเลือดออก ที่มีอยู่ในอุจจาระ

  • เจาะเลือดเพื่อทำการตรวจพิเศษต่างๆ ตามความจำเป็น

  • หากไม่พบว่ามีต้นเหตุของเลือดออก แพทย์จะแนะนำถึงทางเลือกในการตรวจลำไส้ด้วยกล้องหรือรังสีวินิจฉัยที่เหมาะสม

การตรวจประเมินภาวะริดสีดวง ด้วยการ Procto scope

เพราะริดสีดวงมีอยู่ด้วยกันหลายระยะ...แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าความรุนแรงของริดสีดวงของคุณกำลังอยู่ในระดับไหน ดังนั้นการตรวจประเมินจึงเป็นเหมือนการตรวจหาระยะของริดสีดวง โดยการใช้เครื่อง Procto scope สอดเข้าทางทวารหนัก เมื่อแพทย์ทราบถึงระดับความรุนแรง ก็จะทำการวางแผนการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมในขั้นตอนต่อไป

ข้อดีของการเข้ามารับการตรวจ ไม่เพียงเพื่อเช็คระดับความรุนแรงของโรค แต่อาจจะค้นพบความจริงว่าคุณไม่ได้เป็นริดสีดวงก็ได้นะ!!! เพราะการถ่ายเป็นเลือดอาจไม่ใช่ริดสีดวงเสมอไป และในบางครั้ง อาจร้ายแรงถึงขั้นเป็น “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ได้เลยทีเดียว

คุณกำลังเป็น...ริดสีดวงระยะไหนนะ?

ริดสีดวงภายใน จะเกิดเหนือ dentate line อยู่ด้านในของทวารหนัก ปกคลุมด้วยเยื่อบุผิวทวารหนัก ไม่มีเส้นประสาทจึงไม่ได้รับความเจ็บปวดโดยแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ

  • ระยะที่ 1 : มีเลือดออกหลังขับถ่ายอุจจาระ แต่หัวริดสีดวงจะอยู่ภายในรูทวารหนัก...ยังไม่ยื่นออกมา

  • ระยะที่ 2 : หัวริดสีดวงโผล่ออกมาในขณะขับถ่ายอุจจาระ และหดกลับได้เอง

  • ระยะที่ 3 : หัวริดสีดวงยื่นออกมาขณะขับถ่ายอุจจาระ...และต้องใช้มือดันให้หดกลับเข้าไป

  • ระยะที่ 4 : หัวริดสีดวงยื่นออกมา...และใหญ่เกินกว่าจะหดกลับเข้าไปได้

การเติบโตของริดสีดวงทวารในแต่ละระดับ...ใช้เวลานานแค่ไหน

การเติบโตของริดสีดวงในแต่ละระดับ...ไม่สามารถบอกระยะเวลาที่แน่ชัดได้ อย่าง เคสที่คนไข้มาด้วยริดสีดวงระดับที่ 2 แต่พอมีการขับถ่ายหรือมีการออกแรงเบ่ง...ความรุนแรงก็สามารถเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 3 ได้!

การรักษาริดสีดวง...ขึ้นอยู่กับระยะความรุนแรง

  • ระยะที่ 1-2 อาการยังไม่รุนแรง : สำหรับผู้ป่วยที่เข้ามาพบแพทย์ในขณะที่ริดสีดวงยังอยู่ในระยะไม่รุนแรง การรักษาอาจไม่ต้องผ่าตัด!! แต่อาจมีการแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ทานอาหารเพิ่มกากใย ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เลี่ยงพฤติกรรมนั่งเล่นโทรศัพท์ในขณะขับถ่าย อาจมีการให้ยาระบายอ่อนๆ เพิ่มเติม หรือฉีดยาเพื่อให้หัวริดสีดวงฝ่อ ควบคู่กับการทานอาหารกากใยสูง

  • ระยะที่ 3-4 อาการมีความรุนแรง : สำหรับผู้ป่วยที่มาด้วยริดสีดวงระยะที่ 3-4 จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น! ซึ่งในปัจจุบันมีเทคนิคมากมาย ทั้งการใช้ยางรัดริดสีดวง การเย็บผูกริดสีดวง หรือการผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือผ่าตัดแบบเย็บอัตโนมัติ

การผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวาร ทำได้กี่วิธี

การผ่าตัดริดสีดวงในปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่ดีที่สุด ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเราจะดูวิธีที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคนมากกว่า ปัจจุบันการผ่าตัดมีด้วยกัน 4 วิธีคือ

  1. วิธีดั้งเดิม ใช้มีดกับการจี้ไฟฟ้า เหมาะกับริดสีดวงภายนอกหรือริดสีดวงบางชนิดที่อาจจะเป็นหัวที่มีการอักเสบมีการลือดออก หรือมีขนาดใหญ่เกินจะใช้วิธียิงยางรัด 

  2. การตัดเย็บอัตโนมัติหรือใช้ Stapple จะใช้กับริดสีดวงภายใน และมักเป็นริดสีดวงที่มีเลือดออก มีหลายหัวร่วมกัน

  3. การอัลตร้าซาวด์โดยหาเส้นเลือดที่มาเลี้ยงริดสีดวง และเป็นการเย็บผูกเส้นเลือดร่วมกับการตัดริดสีดวงบางหัวร่วมกัน

  4. เลเซอร์ เพิ่งเข้ามาในประเทศไทยได้ไม่เกิน 10 ปี แต่การใช้เลเซอร์นั้นค่อนข้างใช้เวลาในการผ่าตัดนานเป็นชั่วโมง และกว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลา 1-2 ปี จึงไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้

การผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ..เทคนิคใหม่ช่วยลดความเจ็บปวด

แม้ว่า “การผ่าตัดริดสีดวงแบบเดิม” จะมีมานานหลายสิบปี แต่เนื่องจากการผ่าตัดวิธีนี้ต้องทำการผ่าตัดผ่านตำแหน่งของหูรูด ทำให้ระดับความเจ็บปวดของคนไข้หลังการผ่าตัดมีมาก และผู้ป่วยใช้เวลาในการฟื้นตัวนานกว่าจะกลับไปทำงานได้ตามปกติ

“การผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือตัดเย็บแบบอัตโนมัติ” จึงเป็นทางเลือกใหม่...ที่ช่วยลดความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดให้กับผู้ป่วยได้!! เพราะวิธีนี้จะทำการผ่าตัดบริเวณที่สูงกว่าหูรูด ซึ่งไม่มีประสาทรับความเจ็บปวดมาเลี้ยง “อาการเจ็บปวดแผลหลังผ่าตัดจึงไม่มีอีกต่อไป”

เครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ มีการทำงานอย่างไร

แนวความคิดใหม่ในการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนัก คือ การดันเบาะรองกลับสู่ที่เดิม ริดสีดวงทวารหนักชนิดภายนอกก็จะยุบแบนลงและชนิดภายในก็จะถูกดันกลับไป และเย็บแขวนเอาไว้ป้องกันไม่ให้เลื่อนต่ำลงมาอีก ส่วนของเบาะรองที่ยังเหลือยื่นยาวอยู่ จะถูกตัดทิ้งด้วยเครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ ในตำแหน่งที่สูงกว่าแนวเส้นประสาท ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บปวด

นอกจากนี้...การผ่าตัดวิธีใหม่ยังมีข้อดีอื่นๆ อีกนะ!

  • ตัดริดสีดวงทวารหนักออกได้หมดโดยไม่เกิดรูทวารหนักตีบตัน

  • ผู้ป่วยจะเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่า

  • ไม่มีบาดแผลอยู่ภายนอกไม่ต้องรักษาแผลอีกหลายสัปดาห์

  • หลังผ่าตัดไม่ต้องแช่ก้นด้วยน้ำอุ่นเพื่อล้างแผล

  • หลังผ่าตัดไม่ต้องใส่ผ้าอนามัยซับน้ำเหลือง

  • เวลาในการผ่าตัดสั้นกว่า

  • เวลาในการอยู่โรงพยาบาลสั้นกว่า

  • เวลาในการพักฟื้นที่บ้านสั้นกว่า

คนไข้ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกี่วัน ?

หลังการผ่าตัด หากคนไข้ต้องการกลับบ้านในวันนั้นเลย...ก็สามารถทำได้! แต่หากคนไข้ไม่ติดเหตุด่วนอะไร หมออยากแนะนำให้นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพื่ออยู่ดูอาการซัก 1 คืนก่อน

หลังผ่าตัดริดสีดวงแล้ว มีโอกาสเป็นซ้ำได้หรือไม่

หลังการผ่าตัดคนไข้จะยังมีอาการหน่วงๆ เล็กน้อย แต่สามารถขับถ่ายหรือออกแรงเบ่งได้ตามปกติ ถามว่ามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่ จริงๆ ยังไม่ค่อยพบเคสในลักษณะนี้ แต่ถ้ามีการเกิดซ้ำ จะกินระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี แต่ทั้งนี้ คนไข้เองก็ต้องมีการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

สังเกตการขับถ่าย ก็จำเป็นสำหรับคนที่ผ่าริดสีดวงแล้ว

  • ถ่ายไม่ออกหรือไม่ถ่าย - หากขับถ่ายไม่ออกเกิน 2 วัน ควรใช้ยาระบายช่วย ได้แก่ MOM (Milk of Magnesia) 30 cc. หรืออาจใช้ยาสวนทวารร่วมด้วย ได้แก่ Unison, Fleet, Enema หรือ Glycerine เป็นต้น หากใช้แล้วไม่ได้ผลควรปรึกษาแพทย์

  • ถ่ายบ่อยเกินไป - หลังผ่าตัดอาจรู้สึกปวดถ่ายไวกว่าปกติจึงทำให้ถ่ายบ่อย แต่ถ้าถ่ายบ่อยเกินไปจะไม่ดีกับแผลผ่าตัด ต้องรีบปรึกษาแพทย์

หลังการผ่าริดสีดวง หากมีอาการต่อไปนี้ต้องรีบพบแพทย์

  • ถ่ายเป็นลิ่มเลือดปริมาณมากโดยไม่ค่อยมีอุจจาระออกมา

  • เจ็บแผลมาก มีไข้ ปวดตลอดเวลา มีหนองหรือน้ำเหลืองออกมาในปริมาณมาก

  • มีไข้สูงไม่ทราบสาเหตุและซึมลง



ศูนย์ศัลยกรรมเทคโนโลยี ชั้นสูง
โรงพยาบาลพญาไท 3 โทร. 02-467-1111 ต่อ 3100
ปรึกษาฟรีได้ที่ 081-900-8085

Rate this article : ริดสีดวงทวารหนัก โรคที่มักเกิดจากพฤติกรรม

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง