ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องผ่านช่องปาก เทคนิคใหม่ ไร้แผลเป็น


ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องผ่านช่องปาก เทคนิคใหม่ ไร้แผลเป็น

ถ้าพูดถึง “โรคไทรอยด์” หลายคนคงจะคุ้นหู เพราะมีดาราคนดังหลายๆ คนที่ป่วยเป็นโรคนี้  ภาวะต่อมไทรอยด์โตพบได้บ่อยในคนไทย สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดสารไอโอดีน หรือแม้แต่ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์เอง ทำให้ต่อมไทรอยด์โตขึ้นจนสังเกตได้

อาการแบบไหนบ่งบอกว่าไทรอยด์ทำงานผิดปกติ?

เราสามารถสังเกตเบื้องต้นได้จากอาการเหล่านี้

  • รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง เหนื่อยง่าย ที่เป็นเช่นนี้เพราะหัวใจถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักจากภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ใจสั่น เหงื่อออกง่าย และมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

  • นอนไม่หลับ เนื่องจากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติจึงหลั่งฮอร์โมนมากเกินไป ส่งผลต่อการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง และรบกวนการพักผ่อนของเราได้ จึงทำให้รู้สึกง่วงตลอดเวลา ไม่สดชื่น

  • ระบบขับถ่ายไม่เป็นปกติ เพราะต่อมไทรอยด์มีส่วนกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหารด้วย อาจทำให้อุจจาระบ่อยขึ้น ส่วนคนที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำจะมีอาการท้องผูก

  • อ้วนง่ายหรือผอมง่าย เมื่อต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติในลักษณะหลั่งฮอร์โมนออกมามาก กระตุ้นระบบเมตาบอลิซึมให้ขยันเกินไป ในภาวะไทรอยด์เป็นพิษจะพบว่าน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนในไทรอยด์ทำงานต่ำจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นง่าย เนื่องจากมีการเผาผลาญที่ต่ำลง

  • ผิวหยาบแห้งจากภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำจะส่งผลต่อระบบเผาผลาญให้ทำงานลดลง อาจทำให้เหงื่อลดน้อยลง และผิวแห้งมากขึ้นได้

รักษาอย่างไร เมื่อพบว่าไทรอยด์ผิดปกติ

การรักษาโรคไทรอยด์สามารถรักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยอาจประเมินจากอายุของผู้ป่วย ขนาดของต่อมไทรอยด์ ระยะเวลาของโรค เป็นต้น

การรักษาไทรอยด์ 3 รูปแบบ

  1. รักษาด้วยยา โดยจะใช้ระยะเวลาในการรักษานานประมาณ 1 -2 ปี ในระหว่างทำการรักษานั้น ผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและเคร่งครัด เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม เพราะการที่ไม่ปฎิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำ ไม่รับประทานยาอย่างต่อเนื่องจะทำให้อาการของต่อมไทรอยด์มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และยากต่อการควบคุม

  2. รักษาด้วยการกลืนแร่ไอโอดีน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะพิจารณาเลือกในผู้ป่วยที่มีอายุมาก และมีอาการค่อนข้างรุนแรง หรือกลับมาเป็นซ้ำ หลังจากที่รักษาด้วยการให้ยามาแล้ว

  3. รักษาด้วยผ่าตัด วิธีการนี้แพทย์จะพิจารณาเลือกเป็นลำดับสุดท้าย ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากๆ และต่อมไทรอยด์มีขนาดโตมากขึ้น มีการแพ้กลุ่มยากินที่ใช้ในการรักษา หรือเกิดผลข้างเคียงต่อระบบเม็ดเลือดและหลอดเลือด

พัฒนาการของการผ่าตัดไทรอยด์

โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดไทรอยด์ในอดีต เป็นการผ่าตัดไทรอยด์แบบเปิด (Open surgery) โดยแพทย์จะผ่าตัดที่บริเวณคอในแนวขวาง (Transverse collar incision) ซึ่งสามารถตัดไทรอยด์ออกได้หมด รวมถึงสามารถเลาะต่อมน้ำเหลืองได้บางกรณี การผ่าตัดแบบนี้จะเกิดแผลเป็นที่คออย่างชัดเจน

แต่ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาเทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก และยังพัฒนาต่อเนื่องกับการผ่าตัดไทรอยด์ผ่านกล้องในหลายตำแหน่ง อาทิ รักแร้ หน้าอก หัวนม ซึ่งเทคนิคที่ทำกันแพร่หลายในประเทศไทย คือ ผ่าตัดไทรอยด์ผ่านกล้องทางรักแร้ แต่การผ่าตัดทางรักแร้ มีข้อจำกัดหลายส่วน เช่น รักแร้ไปถึงต่อมไทรอยด์ระยะทางไกล ทำให้การผ่าตัดค่อนข้างยาก คนไข้มักจะมีปัญหาชาบริเวณระหว่างรักแร้ถึงคอ และใช้เวลาพอสมควรที่เส้นประสาทจะกลับมาปกติ

ผ่าตัดไทรอยด์ทางช่องปาก เจ็บน้อย ไร้แผลเป็น

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดไทรอยด์ โดยมี การผ่าตัดผ่านกล้องผ่านทางช่องปาก ซึ่งวิธีนี้ริเริ่มโดยศัลยแพทย์ชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ. 2555 ต่อมามีศัลยแพทย์ชาวญี่ปุ่น และจีนเริ่มทำการผ่าตัดชนิดนี้แต่คนละเทคนิค ซึ่งผ่าตัดกันน้อยมาก ในประเทศอื่นๆ ยังไม่นำมาใช้รักษากับผู้ป่วย และแตกต่างกันในด้านเทคนิค การผ่าตัดแบบนี้ ถือเป็น NOTES (Natural Orifice Trans luminal Endoscopic Surgery) ผ่าตัดผ่านช่องปาก ทำให้ไม่เกิดแผลเป็นหลังผ่าตัด และการผ่าตัด NOTES กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ผ่าตัดไทรอยด์ผ่านกล้องทางช่องปากดีอย่างไร ?

  • ไม่มีแผลเป็นที่ผิวหนัง 100% เพราะผ่าตัดแผลขนาดเล็ก 3 แผล คือ 1 ซม. 0.5 ซม. 2 แผล ที่รอยต่อระหว่างเหงือกล่างกับริมฝีปากล่าง แพทย์จะสอดอุปกรณ์เข้าไปตัดและคีบต่อมไทรอยด์ผ่านทางปาก และเย็บด้วยไหมละลาย เนื่องจากในช่องปากมีเส้นเลือดมาเลี้ยงค่อนข้างมาก ทำให้แผลหายรวดเร็วจึงไม่เกิดแผลเป็นหรือพังผืด

  • ระยะทางระหว่างช่องปากและไทรอยด์ ถือว่าสั้นที่สุดเมื่อเทียบกับการผ่าตัดผ่านกล้องวิธีอื่นๆ จึงผ่าตัดได้ง่ายขึ้น

  • ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ได้ทั้ง 2 ข้าง โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดจุดอื่นเพิ่ม

  • มองเห็นเส้นประสาทที่เลี้ยงกล่องเสียง  recurrent laryngeal nerve ทั้ง 2 ข้างที่วางขนานหลอดลมได้ง่ายกว่า จึงเก็บเส้นประสาทนี้ได้ดี คนไข้จึงเสียงไม่แหบ

  • เสียเลือดน้อยมาก

  • เจ็บน้อย ประมาณวันที่ 2-3 คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บและสามารถกลับมากินอาหารได้ตามปกติ

  • ไม่พบอาการชาที่ผิวหนังระหว่างคางถึงบริเวณไทรอยด์เดิม (สามารถเก็บรักษา mental nerve บริเวณคางได้)

ไม่ต้องทำแผล ฟื้นตัวเร็ว ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน

หลังการผ่าตัดสามารถเริ่มจิบน้ำ และกินอาหารอ่อนๆ ได้ในวันรุ่งขึ้น ผู้ป่วยจะนอนพักฟื้นที่รพ.ประมาณ 3-4 วัน เพื่อดูอาการ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือปัญหาใดๆ ก็สามารถกลับบ้านได้ และหลังผ่าตัดจะไม่ปวดมากเหมือนการผ่าตัดแบบเปิด อีกทั้งไม่ต้องทำแผล โดยไหมที่เย็บจะละลายเองภายใน 30 วัน ช่วงนี้สามารถใช้ชีวิตประจำวัน และกินอาหารได้ตามปกติ เสมือนไม่เคยได้รับการผ่าตัดมาก่อน

การผ่าตัดไทรอยด์ผ่านกล้องทางช่องปาก ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่มีก้อนไทรอยด์โตที่คอดีขึ้นอย่างชัดเจน และไม่ทิ้งแผลเป็นให้ผู้ป่วยต้องกังวลใจ


นพ.พรพีระ  จิตต์ประทุม
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดไทรอยด์ไร้รอยแผล
ศูนย์ศัลยกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง  รพ. พญาไท 3
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร.02-467-1111 ต่อ 3100
Phyathai Call Center 1772


Rate this article : ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องผ่านช่องปาก เทคนิคใหม่ ไร้แผลเป็น

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง