ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ไม่อยากผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม เช็กความเสี่ยงให้รู้ก่อน...ด้วยการตรวจค่า Urine CTX-II


ไม่อยากผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม เช็กความเสี่ยงให้รู้ก่อน...ด้วยการตรวจค่า Urine CTX-II


เมื่อกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ปกป้องและดูดซับแรงกระแทกภายในข้อเข่าเกิดการสึกหรอ ทำให้กระดูกมีการเสียดสีกันเอง...เกิดกระบวนการอักเสบ และนำไปสู่ “ภาวะข้อเข่าเสื่อม” โรคที่ท้ายที่สุดแล้วคนไข้ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดข้อเข่า เพราะกว่าจะตรวจพบว่ามีข้อเข่าเสื่อมก็สายเกินจะป้องกันได้ทัน แต่ในปัจจุบัน เราสามารถรู้ทันความเสี่ยงโรคนี้ได้ก่อน...ด้วยการตรวจค่า Urine CTX-II ช่วยให้คนไข้ไม่ต้องจบลงที่การผ่าตัดเหมือนแต่ก่อน

รู้ไหม? ข้อเข่าไม่ได้เสื่อมทันที...แต่มีสเต็ปการเปลี่ยนถึง 3 ระยะ

  • ระยะ 1 คือ ระยะที่ผิวกระดูกอ่อนกำลังมีการถูกทำลาย แต่ยังไม่มีการอักเสบเกิดขึ้น ซึ่งการถูกทำลายของผิวข้อจะทำให้เกิดสารชีวภาพ ที่เรียกว่า Urine CTX-II ซึ่งการรักษาโดยหยุดสารชีวภาพจะค่อนข้างได้ผล ถือว่าเป็นระยะที่รักษาแล้วได้ผลมากที่สุด

  • ระยะ 2 คือ ระยะที่เยื่อหุ้มข้อมีการอักเสบในระดับเซลล์แล้ว ซึ่งการรักษาจะมุ่งเน้นรักษาการอักเสบโดยใช้ยา ทั้งการฉีดและการทาน เพื่อยืดระยะเวลาที่จะเข้าสู่ระยะข้อเริ่มเปลี่ยนแปลงให้ไกลออกไป

  • ระยะ 3 คือ ระยะที่โครงสร้างของข้อเปลี่ยนแปลงแล้ว ซึ่งการรักษาก็จะมุ่งเน้นในเรื่องการสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เพื่อไม่ให้คนไข้มีอาการปวด เพราะภาวะนี้จะไม่สามารถหยุดการเสื่อมได้ เพียงแต่จะทำยังไงให้คนไข้ทรมานกับอาการปวดน้อยที่สุด

ไม่อยากผ่าตัดข้อเข่า...ต้องหยุดให้ทัน! ตั้งแต่ระยะ 1

โดยปกติแล้ว ภาวะข้อเข่าเสื่อมจะไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่จากสถิติคนไข้ส่วนใหญ่จะเริ่มเข้าสู่ระยะ 2 หรือระยะที่เริ่มมีอาการแสดงเล็กน้อย คือช่วงอายุประมาณ 60 ปี และภายใน 10 ปี คนไข้จะเข้าสู่ระยะ 3 ซึ่งเป็นระยะที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด...ทุกราย!

เลยมีการตั้งข้อสังเกตว่า...แล้วเราจะทำยังไงให้คนทั่วไปเข้าสู่ระยะ 2 ช้าลง คือจากที่เริ่มมีอาการหรือมีการอักเสบในช่วงอายุ 60 ปี ก็อาจช้าลงกลายเป็นมีอาการตอนอายุ 65 ปี เป็นต้น เพื่อให้คนไข้เข้าสู่ระยะ 3 ช้าลงตามไปด้วย เนื่องจากว่าอายุที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้น กิจกรรมของคนไข้ก็จะยิ่งลดน้อยลง ทำให้โอกาสที่คนไข้จะต้องผ่าตัดอาจจะลดน้อยลงไปด้วยก็ได้

เพราะฉะนั้น วิธีที่จะชะลอไม่ให้คนไข้อาการลุกลามไปสู่ระยะ 2 ก็คือ...การตรวจพบความเสี่ยงคนไข้ตั้งแต่อยู่ในระยะ 1 เพื่อเริ่มต้นการรักษาได้ทันเวลา!!

รู้ทันความเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมได้...ด้วยการตรวจค่า Urine CTX-II

เพราะการรักษาได้ทันตั้งแต่คนไข้อยู่ในระยะ 1 คือช่วงระยะที่ให้ผลการรักษาดีที่สุด ซึ่งการจะรู้ได้ว่าผิวข้อของคนไข้ถูกทำลายไปแล้วหรือยังนั้น...ไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการเอ็กซเรย์หรือวิธีใดๆ แต่เนื่องจากว่า เมื่อผิวข้อถูกทำลายจะเกิดสารชีวภาพที่เรียกว่า Urine CTX-II ที่สามารถตรวจพบได้ในปัสสาวะ ทำให้การตรวจดูค่า Urine CTX-II ช่วยให้แพทย์พิจารณาได้ว่าคนไข้มีความเสี่ยงในอนาคตหรือไม่ ซึ่งสารชีวภาพนี้จะพบได้แค่เฉพาะในข้อขนาดใหญ่ อย่าง ข้อข่า ข้อสะโพก

การตรวจค่า Urine CTX-II มีข้อดียังไง?

ในสมัยก่อน การจะตรวจให้รู้ว่าคนไข้มีการอักเสบเกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อหุ้มข้อหรือไม่นั้น สามารถทำได้ 2 วิธี คือ การอัลตร้าซาวด์ และ MRI ซึ่งระยะที่มีการอักเสบ หรือ ระยะ 2 นั้น คนไข้มักเริ่มมีอาการปวด การรักษาจึงเน้นแบบประคองโดยการใช้ยา เมื่อคนไข้ไม่มีอาการปวดก็จะหยุดการรักษา แต่ในขณะนั้นเอง...กระบวนการการอักเสบไม่ได้หยุด และคนไข้ก็จะกลับมาปวดซ้ำ

และด้วยเหตุผลที่ว่า แต่ก่อนแพทย์จะตรวจติดตามอาการด้วยการเอ็กซเรย์เท่านั้น ซึ่งวิธีนี้จะตรวจพบว่าโครงสร้างข้อเข่าของคนไข้มีการเปลี่ยนแปลง ก็ต่อเมื่อเข้าสู่ “ภาวะข้อเข่าเสื่อม” ไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้การรักษาล่าช้าเกินไป ซึ่งแตกต่างกับการตรวจติดตามด้วยการตรวจค่า Urine CTX-II ที่ช่วยให้แพทย์สามารถ detect ความผิดปกติของคนไข้ได้เร็วกว่า

ใครบ้างที่ควรมาตรวจค่า Urine CTX-II

  • คนที่เริ่มมีอาการเล็กน้อย ตรวจเอ็กซเรย์แล้วพบว่ายังไม่ได้เป็นมาก เพราะหากรักษาตามอาการแบบในสมัยก่อน กว่าที่การตรวจเอ็กซเรย์จะพบว่าผิวข้อของคนไข้มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน คนไข้กลุ่มนั้นก็เข้าสู่ระยะท้ายไปแล้ว

  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น นักวิ่งมาราธอน หรือผู้ที่ชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม เพราะเมื่อออกกำลังมากก็มีโอกาสการบาดเจ็บได้ง่าย

  • ผู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 45-50 ปี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์จะเกิดขึ้นในช่วงอายุประมาณ 40 กว่าๆ แต่คนไข้มักจะเริ่มมีอาการตอนอายุ 50 ปีขึ้นไปแล้ว

  • ผู้ที่มีความกังวลว่าตนเองจะเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในอนาคต เช่น คนที่อายุ 50 ปี แล้วกังวลว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ตนจะเป็นเหมือนกับคุณแม่ที่มีต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น

ปัจจุบันและในอนาคต เราไม่ได้มุ่งเน้นแค่การรักษา แต่เรามุ่งเน้นการปรับสมดุลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคขึ้น เพราะหากปล่อยให้เกิดโรคแล้ว หรือผิวข้อเกิดกระบวนการอักเสบขึ้นแล้ว ต่อให้ใช้ยารักษาหรือเสริมวิตามินมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถต้านการอักเสบได้ สุดท้าย...คนไข้ก็ต้องจบที่การผ่าตัดข้อเข่าทุกราย!


ข้อมูลโดย
ศ.นพ.ธไนนิธย์ โชตนภูติ
ผู้อำนวยการสถาบันกระดูกและข้อ
โรงพยาบาลพญาไท 2

Rate this article : ไม่อยากผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม เช็กความเสี่ยงให้รู้ก่อน...ด้วยการตรวจค่า Urine CTX-II

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง