ลมชัก… ไม่ใช่แค่โรคใดโรคหนึ่ง แต่เป็นกลุ่มอาการหรือโรคทางสมองที่ส่งผลทำให้สมองมีอาการชักโดยที่ไม่มีสิ่งเร้าใดๆ มากระตุ้นให้เกิดอาการชัก เช่น ไม่ได้มีไข้สูง ซึ่งมักมีอาการชักมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไปในชีวิต ผู้ป่วยหรือผู้ที่เคยมีอาการจากโรคลมชักบางรายอาจจะไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าตนเองกำลังเป็นโรคนี้จนกว่ารอยโรคจะปรากฏอาการรุนแรง เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า… โรคลมชักคล้ายกับภูเขาไฟที่เกิดการประทุและรอวันระเบิด แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้ว โรคลมชักสามารถรักษาให้หายขาดได้! ดังนั้น หากตรวจพบรอยโรคได้เร็ว ผู้ป่วยก็ยิ่งมีโอกาสกลับมาสนุกกับทุกกิจกรรมในชีวิตได้เป็นปกติเร็วขึ้น
เป็น “ลมชัก” หรือไม่? รู้ได้ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองหรือ EEG (Electroencephalography) เป็นการบันทึกประจุไฟฟ้าจากจุดต่างๆ ของสมองผ่านออกมาทางหนังศีรษะ โดยเครื่องจะแปลคลื่นไฟฟ้าสมองออกมาเป็นเส้นบนกระดาษบันทึกหรือจอภาพ มีความถี่ และรูปร่างต่างๆ กัน ซึ่งจะแปลผลได้ว่า ปกติ หรือผิดปกติ แบบใดและที่บริเวณใดของสมอง การบันทึกคลื่นสมองนี้จะทำภายใต้ภาวะต่างๆ เช่น ขณะตื่น หลับ ระหว่างชัก ระหว่างกระตุ้นด้วยแสง หรืออื่นๆ จึงเป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคลมชักที่แม่นยำ อีกทั้งช่วยจำแนกชนิดของการเกิดโรค ทำให้แพทย์เลือกทางรักษาและเลือกการใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ดี
ก่อนตรวจ EEG ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
- สระผมให้สะอาด ไม่ควรใช้แชมพูหรือครีมนวดผม และไม่ควรใส่น้ำมัน ครีม ฉีดสเปรย์ หรือมูสแต่งผม
- รับประทานยากันชักตามปกติ ห้ามหยุดยากันชักก่อนมาตรวจคลื่นสมอง ยกเว้นเป็นการแนะนำจากแพทย์
- กรณีเด็กเล็ก อาจจำเป็นต้องให้ยานอนหลับก่อนการตรวจ ผู้ปกครองควรเตรียมขวดนมขวดน้ำและของเล่นที่เด็กชอบมาด้วย
ขั้นตอนการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG
- ขั้นแรก เจ้าหน้าที่จะติดขั้วไฟฟ้า (electrodes) บนหนังศีรษะในตำแหน่งต่างๆ จากนั้นจะต่อสายตรวจเข้ากับเครื่องตรวจบันทึกคลื่นสมอง
- เมื่อเปิดเครื่องตรวจจะปรากฏเส้นกราฟซึ่งเกิดจากสัญญาณไฟฟ้าในสมองปรากฏบนจอภาพตลอดเวลา โดยจะมีการบันทึกไว้ตลอดการตรวจประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง แล้วแต่กรณี
- ขณะตรวจจะมีการกระตุ้นการทำงานของคลื่นสมองด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้สามารถตรวจพบภาวะผิดปกติได้ชัดเจนขึ้น เช่น การหายใจเข้าออกลึกๆ (hyperventilation) นานติดต่อกัน 3-5 นาที การใช้แสงไฟกระพริบที่ความถี่ต่างๆ (photic stimulation) ฉายไปที่ใบหน้าของผู้ป่วย
*กรณีเด็กเล็กหรือเด็กที่มีปัญหาทางพัฒนาการที่ไม่ให้ความร่วมมือ อาจต้องให้ยานอนหลับ หลังจากนั้นปลุกเด็กให้ตื่นเพื่อทำการตรวจในขณะตื่นด้วย
หลักในการประเมินผู้ป่วย…ที่ควรผ่าตัดรักษาโรคลมชัก
จากสถิติพบว่า ประมาณ 75% ของจำนวนผู้ป่วยโรคลมชักสามารถควบคุมอาการชักได้ด้วยการรับประทานยา แต่จะมีผู้ป่วยประมาณ 20-30% ที่ยังมีอาการชักถึงแม้จะรักษาด้วยยาที่เหมาะสม และในจำนวนนี้มีผู้ป่วย 5-10% ที่มีภาวะดื้อยา(medically intractable) ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจจะต้องเปลี่ยนแนวทางการรักษาโดยการใช้ยาเป็นวิธีการผ่าตัดแทน โดยจะขั้นตอนการประเมินก่อนพิจารณาให้ผ่าตัดแตกต่างจากการผ่าตัดสมองทั่วๆ ไป คือ….
- ต้องเป็นผู้ป่วยที่ดื้อต่อยากันชัก
- มีการประเมินก่อนผ่าตัดด้วยการตรวจคลื่นสมอง 24 ชั่วโมงเพื่อหาจุดกำเนิดการชัก (24-hour video EEG monitoring)
- ถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสำหรับโรคลมชัก (MRI Epilepsy Protocol)
- ประเมินความจำของสมองทั้ง 2 ข้าง (neuropsychological testing)
- บางรายอาจต้องทำการตรวจเสริมด้วย Functional Imaging เช่น PET scan , SPECT
- ประชุมร่วมกันของแพทย์ทางด้านโรคลมชัก ทั้งทางประสาทแพทย์และศัลยแพทย์ว่าผู้ป่วยเหมาะสมที่จะได้รับการผ่าตัด
การผ่าตัดโรคลมชักแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. การผ่าตัดเพื่อให้หายขาด
ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะต้องมีจุดกำเนิดของการชักเฉพาะที่และการผ่าตัดไม่ทำให้สูญเสียหน้าที่ของร่างกายหรือมีความพิการเพิ่มขึ้นผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักมีสาเหตุของโรคลมชักจากแผลเป็นในสมอง (hippocampal sclerosis), เนื้องอก (tumor), เส้นเลือดผิดปกติ (cavernoma,AVM), เซลล์สมองผิดปกติแต่กำเนิด (cortical dysplasia), การอักเสบของสมอง (Rasmussen’s encephalitis)
2. การผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการชัก
ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มีจุดกำเนิดการชักทั่วๆ ไปในสมองทั้งสองข้าง มีจุดกำเนิดการชักหลายจุด มีจุดกำเนิดการชักตรงสมองส่วนที่มีหน้าที่สำคัญไม่สามารถตัดออกได้ การผ่าตัดจึงมุ่งหวังเพื่อให้ลดความถี่ของการชัก ลดโอกาสเกิดอันตรายจากการชัก การผ่าตัดไม่ทำหายขาดจากการชัก เช่น การตัดการเชื่อมต่อสมองทั้งสองข้าง (corpus callosotomy) การฝังเครื่องกระตุ้นประสาทเวกัส (vagus nerve stimulation)
ถ้าข้อมูลที่ประเมินก่อนการผ่าตัดสอดคล้องกันดีทุกอย่าง ผู้ป่วยจะมีโอกาสหายขาดจากการชักสูง ในบางรายที่แม้ว่าข้อมูลจะไม่สอดคล้องกันหมดแต่การผ่าตัดก็ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย เพราะแม้โอกาสที่จะหายขาดจากการชักจะลดเปอร์เซ็นต์ลงไป แต่ผู้ป่วยก็อาจมีอาการชักลดลงได้ อีกทั้งความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันก็ทำให้ความเสี่ยงจากการผ่าตัดรักษาโรคลมชักมีน้อยมากอีกด้วย
นพ. ทินนกร ยาดี
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท
ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 2
