ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

เด็กหลอดแก้ว อีกทางเลือก...ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูก!


เด็กหลอดแก้ว อีกทางเลือก...ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูก!


เราจะเห็นได้ว่าในสังคมปัจจุบันคนอยากมีลูกมักไม่มี แต่คนไม่อยากมีลูกกลับมีได้ง่ายๆ และในหลายๆ ครั้ง ผู้หญิงที่อยากจะมีลูกต้องพบกับความผิดหวัง...เพราะกลายเป็น “ผู้มีบุตรยาก” ซึ่งการทำเด็กหลอดแก้ว นับว่าเป็นอีกทางออกที่ช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรให้กับผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้

การทำเด็กหลอดแก้ว คืออะไร?

เป็นการปฏิสนธินอกร่างกาย หรือการเอาไข่ของผู้หญิงและตัวอสุจิของผู้ชาย มาผสมกันภายนอกร่างกายโดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาตร์ ซึ่งตามธรรมชาติปกติแล้วผู้หญิงจะมีการตกไข่เพียงเดือนละ 1 ใบ โดยได้มาจากการแข่งกันของไข่ใบเล็กๆ จำนวนหลายใบจากรังไข่ทั้งสองข้างในระหว่างที่มีประจำเดือน  แต่สุดท้ายแล้วจะมีการแข่งขันเฟ้นหาไข่ใบที่ดีที่สุดในรอบนั้นๆ ที่โตเต็มที่ และสมบูรณ์พร้อมตก...ออกมาเพื่อผสมพันธุ์เพียง 1 ใบเท่านั้น!

แต่หากเราจะรอให้ธรรมชาติคัดสรรให้มีไข่ตกเพียงใบเดียว โอกาสที่จะมีลูกได้สำเร็จในหนึ่งรอบเดือนนั้นก็จะมีน้อยมากๆ เพราะฉะนั้นการทำเด็กหลอดแก้วจึงจำเป็นต้องมีการฉีดยากระตุ้นไข่ตั้งแต่ต้นในช่วงที่กำลังเป็นประจำเดือน  เพื่อให้ไข่ใบเล็กๆ จำนวนหลายใบที่เริ่มแข่งขันกันตั้งแต่แรกโตพร้อมๆ กัน  เมื่อไข่โตเต็มที่ก็เก็บออกมาใช้งานได้เต็มจำนวนที่มีตั้งแต่แรก ช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้ตัวอ่อนมากขึ้น  เพราะฉะนั้น “ถ้าตามธรรมชาติมีโอกาสตกไข่เพียง 1 ใบ การทำเด็กหลอดแก้วก็เพิ่มโอกาสได้มากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว”

ซึ่งพอได้ไข่มาแล้วก็จะนำไปผสมกับตัวอสุจิ และเลี้ยงตัวอ่อนต่ออีกประมาณ 3-5 วัน เพื่อคัดเลือกว่าตัวอ่อนตัวไหนโตดี หรือมีคุณภาพดีที่สุด หลังจากนั้นก็เป็นขั้นตอนการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปฝังในโพรงมดลูก แต่ก่อนจะย้ายกลับเข้าไปก็มีข้อแนะนำว่าเราสามารถตรวจโครโมโซมเพื่อเช็กว่าตัวอ่อนนั้นปกติหรือไม่ก่อนนำไปใช้ เพราะตัวอ่อนที่โตดี คุณภาพดี ไม่ได้การันตีว่าจะต้องเป็นตัวอ่อนที่ปกติเสมอไป โดยเฉพาะตัวอ่อนที่ได้มาจากฝ่ายหญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี ฝ่ายชายน้ำเชื้อผิดปกติรุนแรง หรือเคยมีประวัติแท้งมาก่อนมากกว่า 2 ครั้ง

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว ประกอบไปด้วย..

กระตุ้นไข่ > เก็บไข่ > ผสม > เลี้ยงตัวอ่อน 3-5 วัน > (ตรวจเช็คโครโมโซม)  > ย้ายกลับเข้าไปที่โพรงมดลูก

การย้ายตัวอ่อนจะมี 2 แบบด้วยกัน คือ

  1. การย้ายตัวอ่อนในรอบสด คือ ย้ายตัวอ่อนหลังจากเก็บไข่ได้ 3-5 วัน  ซึ่งหลังจากย้ายตัวอ่อนไปได้ 7-9 วันก็จะรู้ผลเลยว่าตัวอ่อนฝังตัวหรือไม่ ท้องหรือไม่ท้อง แต่การย้ายในรอบสดมีข้อเสียก็คืออาการอืดแน่นท้อง ท้องโตจากการฉีดยากระตุ้นรังไข่ ทำให้รังไข่บวมรวมถึงระดับฮอร์โมนที่สูงผิดปกติจากรอบธรรมชาติ  อาจทำให้สภาพร่างกายไม่เหมาะสมกับการฝังตัวของตัวอ่อนทำให้โอกาสสำเร็จในการย้ายตัวอ่อนในรอบสดอาจน้อยลงตามไปได้

  2. การย้ายตัวอ่อนในรอบแช่แข็ง คือเมื่อเราได้ตัวอ่อนในรอบสดมาแล้วก็ทำการแช่แข็งเก็บเอาไว้ก่อน เมื่อร่างกายพร้อมสมบูรณ์เมื่อไหร่ ค่อยละลายตัวอ่อนออกมาเพื่อย้ายตัวอ่อนในภายหลัง การย้ายรอบแช่แข็งนั้นจะย้ายหลังจากที่มีประจำเดือนประมาณ  3 สัปดาห์ และ 7-9 วันหลังการย้ายตัวอ่อนก็จะรู้ผลเหมือนกันว่าท้องหรือไม่  วิธีนี้จะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าแบบแรก แต่หากห้องแลปไม่ได้มาตรฐาน ทำให้การละลายตัวอ่อนออกมาใช้มีปัญหา ทำให้คุณภาพตัวอ่อนแย่ลง โอกาสสำเร็จก็สามารถลดลงไปได้เช่นกันเมื่อเทียบกับการย้ายตัวอ่อนในรอบสด

การปฏิบัติตัวหลังจากย้ายตัวอ่อน

ควรพักผ่อนให้มากๆ อย่าให้ท้องของเรากระทบกระเทือนหรือกระเทือนให้น้อยที่สุด การเดินเร็ว วิ่งเร็ว การออกกำลังกายแนะนำว่าควรงดไปก่อน หรือแม้แต่การนั่งขับถ่ายที่ต้องเบ่งเป็นเวลานานๆ ก็อาจทำให้มดลูกบีบตัวทำให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ยากเช่นกัน ส่วน ในเรื่องของความเชื่อว่าต้องนอนเฉยๆ ห้ามขยับเด็ดขาดถือเป็นความเชื่อที่ไม่ค่อยถูกต้องเสียทีเดียว จริงๆแล้ว จะนอนตะแคง พลิกซ้าย-ขวา หรือนอนคว่ำก็สามารถทำได้ แม้กระทั่งการขึ้น-ลงบันไดก็ยังสามารถทำได้แต่แค่ต้องเดินช้าๆ  อย่าให้กระแทกแรง ส่วนอาหารก็ให้รับประทานอาหารอ่อนๆ เลี่ยงอาหารรสจัด ระวังไม่ให้ท้องเสีย จิบน้ำบ่อยๆ เพื่อลดการเบ่งถ่ายจากภาวะท้องผูก เพียงเท่านี้ก็ทำให้โอกาสที่ตัวอ่อนจะฝังตัวสูงขึ้นได้แล้ว

 

นพ.ปัญญา ศักดิ์สง่าวงษ์
สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร โรงพยาบาลพญาไท 2

Rate this article : เด็กหลอดแก้ว อีกทางเลือก...ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูก!

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง