มะเร็งเต้านม ตัวร้ายเบอร์ 1 ที่คุณผู้หญิงต้องระวัง

Image

แชร์


หากเอ่ยถึงชื่อของ “มะเร็ง” เชื่อได้เลยว่า ไม่มีใครไม่กลัว เพราะปัจจุบันถือเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุดโรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อเป็นแล้วนั้น โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดนั้นเป็นไปได้น้อย หรืออาจจะไม่มีเลย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและตำแหน่งที่เกิดมะเร็ง โดยมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้ชายคือ มะเร็งตับ แต่สำหรับในผู้หญิงนั้น อันดับหนึ่งของมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทย คือ มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม เกิดขึ้นได้อย่างไร?

นพ.อนิรุทธ์ นิรนาท ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา คลินิกเต้านม โรงพยาบาลพญาไท 1 อธิบายถึง สาเหตุของการเกิดมะเร็งในร่างกายคนเราว่า…
“เป็นกระบวนการที่เกิดจากการที่ “เซลล์” มีการแบ่งตัวผิดปกติ ส่งผลทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ และแพร่กระจายลุกลามไปตามทางเดินของต่อมน้ำเหลืองในร่างกาย”
และถึงแม้ว่ามะเร็งเต้านมสามารถพบได้ทั้งในเพศหญิงและชาย แต่มักพบในเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งในผู้หญิง ส่วนในเพศชายนั้นมีอัตราการพบที่ต่ำมากๆ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม

เนื่องจากปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของการเกิดมะเร็ง แต่พบว่าปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งดังนี

  1. อายุมากขึ้น
  2. มีประวัติคนในครอบครัว เป็นมะเร็งรังไข่หรือมะเร็งเต้านม จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
  3. เกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น กินยาฮอร์โมนเพศหญิง หรือ ยาคุมกำเนิดต่อเนื่อง
  4. เป็นผู้ที่ได้รับยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน
  5. ผู้ที่มีประจำเดือนเร็ว ก่อนอายุ 12 ปี และผู้ที่หมดประจำเดือนช้าหลังอายุ 55 ปี
  6. มีบุตรคนแรกหลังอายุ 30 ปีและ หญิงที่ไม่เคยมีบุตร
  7. เคยเป็นมะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งเต้านมมาก่อน
  8. การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน ดื่มแอลกอฮอล์

อาการของมะเร็งเต้านมเป็นยังไง?

นพ.อนิรุทธ์ นิรนาท ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา คลินิกเต้านม โรงพยาบาลพญาไท 1 ได้แนะนำถึงการสังเกตอาการผิดปกติ ที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ไว้ ดังนี

  • ในระยะเริ่มต้นมักไม่เจ็บ
  • คลำพบก้อนที่เต้านม หรือรักแร้
  • ผิวนมมีรอยย่น บุ๋มไม่เรียบคล้ายเปลือกส้ม
  • หัวนมบุ๋ม เกิดการดึงรั้ง
  • มีน้ำเหลืองหรือเลือดซึมออกจากหัวนม

มะเร็งเต้านมระยะไหน…ที่อาจรักษาหาย?

เป็นที่คุ้นเคยกันดีกับคำวินิจฉัย ที่เมื่อเข้ามาตรวจพบมะเร็ง แพทย์จะบอกกับผู้ป่วยว่า “เป็นระยะที่เท่าไร” ทั้งนี้ ระยะขั้นของมะเร็ง มีส่วนสำคัญกับระดับความรุนแรง และโอกาสในการรักษาให้หายขาด ดังนี้

  1. ระยะ 0 เป็นระยะที่มะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่ลุกลามถึงเนื้อเยื่อ มีอัตรารอด 95-100%
  2. ระยะ 1 มะเร็งโตขึ้น ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลืองรักแร้ด้านเดียวกับโรค มีอัตรารอด 90-100%
  3. ระยะ 2 มะเร็งโตขึ้นกว่าขั้นที่ 1 ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง แต่ยังจำนวนน้อย อัตรารอด 85-90%
  4. ระยะ 3 มะเร็งโตมาก อาจแตกเป็นแผล หรือยึดติดกับกล้ามเนื้อหน้าอก ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองเป็นจำนวนมาก อัตรารอด 65-70%
  5. ระยะ 4 ระยะสุดท้าย มะเร็งแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด สู่อวัยวะอื่นๆ โดยทั่วไปมักอยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี มีอัตรารอดที่ 0-20%

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านม

นพ.อนิรุทธ์ นิรนาท ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา คลินิกเต้านม โรงพยาบาลพญาไท 1 แนะนำให้ ผู้หญิงทุกคนหมั่นตรวจความผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ หรือ หากพบเห็นอาการต้องสงสัย อาจเข้ามาปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัย โดย มีแนวทางการวินิจฉัย ดังนี

  • ซักประวัติเจ็บป่วย อาการ และประวัติครอบครัว
  • ตรวจโดยการคลำหาก้อน
  • ตรวจโดยแมมโมแกรม เป็นการตรวจโดยการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม ด้วยรังสีปริมาณต่ำ
  • การอัลตราซาวนด์
  • ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI)
  • การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ

รักษามะเร็งเต้านมอย่างไร ให้หาย?

แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการรักษามะเร็งเต้านม รวมไปถึงมะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วย นั้น ต้องมีการวางแผนร่วมกันระหว่างทีมแพทย์ (สหวิชาชีพ) กับผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งมีการรักษาหลายวิธี ได้แก่

1. การผ่าตัด มี 2 แบบ

  • การผ่าตัดเลาะเฉพาะก้อนมะเร็งออก (Partial Mastectomy) โดยแพทย์จะตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกให้ได้มากที่สุด แต่มีข้อจำกัดใช้พิจารณาการผ่าตัด คือ
    • ควรเป็นก้อนเล็กๆ
    • เต้านมมีขนาดใหญ่พอสมควร
ไม่เหมาะสำหรับ เต้านมที่มีก้อนหลายๆ ก้อน หรือมีก้อนมะเร็งที่ใหญ่ หรือเต้านมเล็ก ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้อาจมีการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกด้วยหากพบว่ามีการแพร่กระจายของมะเร็ง
  • การผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งเต้า (Total Mastectomy) โดยแพทย์จะตัดเต้านมออกทั้งหมด รวมทั้งหัวนม หากพบมีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองก็ต้องเลาะต่อมน้ำเหลือง บริเวณรักแร้ออกไป บางรายอาจตัดเต้านมหมดทั้ง 2 ข้าง หากพบว่าผู้ป่วยมีอัตราเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายไปเต้านมข้างที่เหลือ
ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดมะเร็งเต้านม
  • รูปทรงเต้านมเปลี่ยนไป แก้ไขได้โดยใส่อุปกรณ์เสริมเต้า บางรายอาจผ่าตัดสร้างเสริมเต้านม ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกตั้งแต่แรก
  • แผลติดเชื้อหรือมีเลือดออกให้สังเกตแผลว่ามีบวมแดงหรือไม่
  • ผลจากการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองรักแร้ออกทั้งหมด แขนข้างนั้นอาจจะบวมตึง มีอาการชาต้นแขนด้านใน ควรมีการทำกายภาพบำบัดหรือการบริหารแขนและไหล่
  • ผลจากการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองรักแร้ออกทั้งหมด แขนข้างนั้นอาจจะบวมตึง มีอาการชาต้นแขนด้านใน ควรมีการทำกายภาพบำบัดหรือการบริหารแขนและไหล่

2. รังสีบำบัดหรือการฉายรังสี เป็นการรักษาโดยใช้รังสีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็ง

  • ผู้ที่ตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออก ควรได้รับการฉายรังสีร่วมด้วย
  • ฉายรังสีในผู้ป่วยที่ผ่าตัดเต้านมออกหมดมีก้อนมะเร็งใหญ่ หรือมีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้

ผลข้างเคียงของการฉายรังสีและการดูแล

  • รู้สึกเหนื่อยเพลียระหว่างฉายรังสี ควรพักผ่อนมากๆรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ผิวหนัง บริเวณที่ถูกรังสีมีสีคล้ำ ระคายเคืองง่าย บางครั้งปวดแสบ ควรดูแลโดย ห้ามให้ผิวหนังถูกน้ำ ห้ามทาครีม ถูสบู่ ไม่ควรถูกแดด และห้ามเกา
  • อาการแขนไหล่บวม หัวไหล่ติด ควรมีการบริหารแขนและไหล่ เวลาใช้หมอนหนุนแขนให้สูงลดอาการบวม

3. การรักษาด้วยเคมีบำบัด เป็นการใช้ยาเพื่อทำลายยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีทั้งแบบฉีดและรับประทาน

เป้าหมายของการรักษาด้วยเคมีบำบัด

  • เพื่อช่วยให้การผ่าตัดง่ายขึ้น บางรายแพทย์จะพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อให้ก้อนมะเร็งเล็กลง แล้วจึงทำการผ่าตัด
  • เพื่อรักษามะเร็งให้หายขาด จะให้เคมีบำบัดรักษาเสริมหลังจากผู้ป่วยรับการผ่าตัด จึงให้เคมีบำบัดเพื่อควบคุมการกลับมาเป็นใหม่
  • เพื่อยืดชีวิต รักษาประคับประคอง ในรายที่มะเร็งแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆ แล้ว หรือในรายที่เคยรักษาหายแล้วกลับมาเป็นซ้ำใหม่

ผลข้างเคียงหลังการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการดูแล

บางรายอาจไม่มีอาการข้างเคียง แต่บางรายก็มีอาการรุนแรง เนื่องจากเคมีบำบัดนอกจากจะมีผลทำลายเซลล์มะเร็งแล้ว ยังมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติได้ เช่น มีการทำลายไขกระดูกซึ่งมีหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดขาว อาการข้างเคียงที่พบบ่อยๆได้แก่
  • คลื่นไส้อาเจียน มีแผลในปาก คอแห้ง ดูแลโดยรับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ไอศกรีม เป็นต้น รับประทานครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยๆ ครั้ง บ้วนปากบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ดื่มน้ำมากๆ 8 – 10 แก้วต่อวัน
  • ติดเชื้อง่ายเนื่องจากภูมิต้านทานต่ำ ให้หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรือมลภาวะเป็นพิษต่างๆ
  • ผมร่วง จะเป็นชั่วคราว หลังจากนั้นจะงอกมาใหม่

4. การรักษาด้วยฮอร์โมน มะเร็งเต้านมบางชนิดเติบโตเร็วเมื่อได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน ฉะนั้นแพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาต้านฮอร์โมนเพื่อลดปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน

การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หรือ เป็นผู้ป่วยมะเร็งชนิดอื่นๆ การดูแลโดยพื้นฐานนั้น ไม่ได้มีความแตกต่างกันมาก ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี

  1. รักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด เพราะสามารถติดเชื้อได้ง่าย
  2. ไม่ทานยาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากแพทย์สั่ง หรือ หากต้องการรับประทาน ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ทุกครั้ง
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่หักโหมทำงานหนัก
  4. เลิก เหล้า บุหรี่ สารเสพติด และควรงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน
  5. ดูแลจิตใจตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงความเครียด ความซึมเศร้า
  6. หากิจกรรมทำร่วมกับครอบครัวเพื่อสร้างกำลังใจให้ต่อสู้กับโรค
  7. รู้จักดูแลตัวเองในภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ
  8. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล อย่างเคร่งครัด
  9. ไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ
  10. จำกัดอาหารหวานจัดและเค็มจัด เพราะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไต
  11. พยายามกินอาหารให้ได้ หากรู้สึกว่าทานได้น้อย ก็ให้ทานบ่อยๆ
  12. รับประทานอาหารดีมีประโยชน์ครบ 5 หมู่

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

  • ตรวจเต้านมด้วยตนเอง โดยคลำเต้านมหาก้อนด้วยตนเอง หลังจากหมดประจำเดือนประมาณ 1 สัปดาห์ สามารถตรวจได้ทุกเดือน
  • ตรวจแมมโมแกรม โดยเฉพาะสตรีที่อายุเกิน 40 ปี ควรตรวจทุกปี
  • การตรวจคลำเต้านมโดยแพทย์และพยาบาล
ถึงแม้ภัยจากมะเร็งเต้านมจะน่ากลัว และเป็นมะเร็งอันหนึ่งในผู้หญิง แต่ก็สามารถป้องกันได้ ด้วยการดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และที่สำคัญ ควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะ “การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม” ซึ่งมีประโยชน์คือ จะช่วยให้สามารถตรวจพบการเกิดโรคได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ อันจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมได้
นพ.อนิรุทธ์ นิรนาท
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา
ศูนย์มะเร็ง (ชีวีสุข) โรงพยาบาลพญาไท 1

แชร์


Loading...