ดื่มแต่ชากาแฟ เสพติดอาหารฟาสฟู้ดทอดๆ มันๆ แล้วมักตบท้ายปาร์ตี้แอลกอฮอล์ช่วงปลายสัปดาห์! การใช้ชีวิตที่ผิดๆ ของคนวัยทำงานแบบนี้นี่แหละ คือที่มาของโรคอ้วน เบาหวานและไขมันสูง ก่อนจะลุกลามกลายเป็น “ไขมันพอกตับ” ภาวะที่ไร้ซึ่งสัญญาณเตือน…แต่อาจจบลงด้วยการเสียชีวิต!!!
ถึงไม่ดื่มแอลกอฮอล์…ก็เสี่ยง “ไขมันพอกตับ” ได้นะ!
จริงอยู่ที่ “การดื่มแอลกอฮอล์” ก่อให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ แต่นั่นไม่ได้แปลว่า…ผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์จะไม่เสี่ยงต่อโรคนี้!!! และความมั่นใจที่ผิดๆ นี่ล่ะ…ที่ทำให้ผู้ป่วยละเลยการตรวจเช็คสุขภาพของตับ!! จนลุกลามกลายเป็นโรคที่ร้ายแรงถึงชีวิต
“ไขมันพอกตับ” แบ่งออกเป็น 4 ระยะ
- ระยะแรก…เป็นช่วงที่ไขมันมีการสะสมในเนื้อตับ แต่ยังไม่มีการอักเสบเกิดขึ้นภายในตับ
- ระยะที่สอง…เมื่อมีการสะสมต่อเนื่อง ตับจึงเริ่มเข้าสู่ภาวะของการอักเสบ…และหากปล่อยไปเรื่อยๆ อาจกลายเป็น “ตับอักเสบเรื้อรัง”
- ระยะที่สาม…หลังเกิดภาวะการอักเสบรุนแรงหรือเกิดพังผืดสะสม เซลล์ตับจะค่อยๆ ถูกทำลาย
- ระยะที่สี่…เมื่อเซลล์ตับถูกทำลาย ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้…และเกิดเป็น “ภาวะตับแข็ง” หรือ “โรคมะเร็งตับ” ในที่สุด!!
ลดความเสี่ยง..แค่เปลี่ยนพฤติกรรม
หันมาลดน้ำหนักอย่างจริงจัง…แต่ไม่หักโหม เพราะคนอ้วนมักป่วยเป็นโรคเบาหวานและไขมันสูงร่วมด้วย ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับได้สูงถึงร้อยละ 90
หันมาออกกำลังกาย แน่นอนว่า “การออกกำลังกาย” ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้! โดยอาจเลือกเป็นการเต้นแอโรบิคประมาณ 30-45 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์
หันมาควบคุมอาหาร ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน หรือไขมันสูง ควรหลีกเลี่ยงของมัน ของทอด รวมไปถึงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
ลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะกระตุ้นให้ตับทำงานหนักยิ่งขึ้น
เพราะ “ภาวะไขมันพอกตับ” มักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ตัวและปล่อยไว้นานจนอันตรายถึงชีวิต!! การเข้ารับการตรวจระบบทางเดินอาหารและตับ จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่จะช่วยเช็คสุขภาพตับ ก่อนตับจะถูกทำลาย…และกลายเป็นเพียงโรคร้ายที่ไม่อาจรักษาให้หายได้!!
