ลูกจะมีปัญหาทางสายตาไหม? มา Check List ความเสี่ยงก่อนพบจักษุแพทย์

Image

แชร์


ดวงตา เป็นอวัยวะที่แสนจะละเอียดอ่อน โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ผู้ปกครองจึงควรหมั่นสังเกตอย่างใกล้ชิดร่วมกับการตรวจคัดกรองโรคตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพราะการมองเห็นมีผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก คลินิกตา รพ.พญาไท 2 พร้อมด้วยจักษุแพทย์และการประเมินและตรวจตาสำหรับเด็กที่ได้มาตรฐาน หากลูกน้อยของท่านมีอาการผิดปกติทางสายตาข้อใดข้อหนึ่งตาม Check  List ด้านล่างนี้ ควรรีบมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว

1. อายุ 0 – 2 ปี วัยทารกและวัยหัดเดิน

  • ทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 30 สัปดาห์ หรือน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 1,500 กรัม
  • ทารกคลอดครบกำหนดที่ไม่ยอมมองตามวัตถุ ภายในอายุ 3 เดือน
  • ทารกที่มีน้ำตาเอ่อล้นในตาข้างเดียวหรือสองข้าง และไม่ตอบสนองต่อการนวดระบายท่อน้ำตา มีความเสี่ยงภาวะต้อหินในเด็ก
  • หนังตาตก 1 หรือ 2 ข้าง มีความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน คือ สายตาขี้เกียจหรือภาวะที่สายตาข้างใดข้างหนึ่งมัวกว่าอีกข้างหนึ่ง
  • ทารกที่พัฒนาการช้ากว่าปกติ
  • ทารกที่มีภาวะ Down’s syndrome ควรได้รับการประเมินและติดตามการมองเห็น เนื่องจากมักพบสายตาเอียง ต้อกระจก และเยื่อบุตาขาวอักเสบจากภูมิแพ้มากกว่าทารกทั่วไป
  • ทารกที่มีระดับฮอร์โมนของต่อมใต้สมองผิดปกติ มักสัมพันธ์กับเส้นประสาทตาเล็กกว่าปกติ
  • ทารกที่มีอาการตาสั่น
  • ทารกที่มีขนาดกระจกตาใหญ่กว่าปกติ มีความเสี่ยงต้อหินในเด็กและกระจกตาใหญ่ตั้งแต่แรกเกิด
  • ทารกที่ตาเขในทุกรูปแบบ ควรได้รับการตรวจตาและตรวจติดตามจนกว่าจะพ้นช่วงอายุที่สามารถเป็นตาเขได้ คือประมาณ 6 – 7  ปี
  • ทารกที่มีเงาสะท้อนจากลูกตาผิดปกติ เช่น ทึบหรือสว่างวาวกว่าปกติ

2. อายุ 2 – 5 ปี วัยก่อนเข้าโรงเรียน จักษุแพทย์แนะนำให้เด็กที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไปทุกคนควรได้รับการตรวจตาเพื่อประเมินการมองเห็นอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนเข้าเรียน เพื่อเป็นการคัดกรองความผิดปกติด้านสายตาและคัดกรองภาวะสายตาขี้เกียจ

  • เด็กที่ตาเขทุกรูปแบบควรได้รับการตรวจตาและตรวจติดตามจนกว่าจะพ้นช่วงอายุที่สามารถเป็นตาเขได้ คือประมาณ 6 – 7  ปี
  • เด็กที่มีอาการเอียงหน้า เอียงคอเวลาที่จ้องมองวัตถุ
  • เด็กกระพริบตาบ่อยผิดปกติ อาจมาจากอาการภูมิแพ้ที่เยื่อบุตาขวา สายตาผิดปกติ หรือ TIC  Disorder ซึ่งเป็นโรคความผิดปกติทางพฤติกรรม
  • มีประวัติสายตาผิดปกติในครอบครัว
  • เด็กมีความผิดปกติในการเรียนรู้ ซึ่งอาจเป็นเหตุมาจากเรื่องสายตาร่วมด้วย
  • เด็กที่มีอาการภูมิแพ้ที่เยื่อบุตาขาว มักมีอาการคันตา ขยี้ตา กระพริบตาบ่อย มักพบร่วมกับภูมิแพ้ในร่างกายระะบบอื่นร่วมด้วย

3. อายุ 5 ปีขึ้นไป วัยเข้าโรงเรียน

  • เด็กที่มีอาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะอาการปวดศีรษะที่ถูกกระตุ้นโดยการมองเห็น
  • เด็กที่ต้องหยีตาเวลาดูทีวี หรือมองกระดาน หรือต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ทุกครั้ง
  • เด็กที่ตาเขทุกรูปแบบควรได้รับการตรวจตาและตรวจติดตามจนกว่าจะพ้นช่วงอายุที่สามารถ
  • เป็นตาเขได้ คือประมาณ 6 – 7  ปี

หากสังเกตตาม Check  List แล้วพบความเสี่ยงหรือความผิดปกติแม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ได้ทันที โดยคลินิกตา รพ. พญาไท 2 พร้อมสำหรับการประเมินและตรวจตาสำหรับเด็ก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ ความร่วมมือของเด็ก และโรคหรืออาการนำที่น่าสงสัย การประเมินและตรวจตาสำหรับเด็กของประกอบด้วย…

  • การมองเห็นหรือพฤติกรรมการมองเห็น
  • การประเมินระดับการมองเห็นเพื่อประเมินภาวะสายตาขี้เกียจ โดยใช้เทคนิคการประเมินได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับ Cognitive Function และความร่วมมือของเด็ก
  • การประเมินการมองเห็นที่ใช้สองตาร่วมกัน (Binocularity) และการมองเห็นสามมิติ
  • การมองเห็นสี ซึ่งจะทำในรายที่มีความเสี่ยง เช่น คนในครอบครัวมีประวัติตาบอดสี โดยเฉพาะในเด็กผู้ชาย เพื่อเตรียมความพร้อมในการวางแผนการศึกษาต่อเนื่องของเด็ก
  • การตรวจประเมินการเคลื่อนไหวของลูกตา ตรวจค้นหาภาวะตาเข ตาเหล่
  • การตรวจส่วนด้านหน้าของลูกตา ทั้งกระจกตา ช่องด้านหน้าลูกตา เลนส์ตา โดยใช้เครื่องตรวจโรคตาเบื้องต้น (Slit Lamp Biomicroscope)
  • การตรวจประเมินค่าระดับสายตาและตรวจจอประสาทตา ต้องมีการหยอดยาขยายม่านตา เพื่อการประเมินที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในเด็กที่อายุน้อยกว่า 10 หรือ 12 ปี
  • การตรวจวัดความดันลูกตา ในรายที่ร่วมมือ และในรายที่มีความเสี่ยงในการเป็นต้อหินในเด็ก เช่น สายตาสั้นตั้งแต่ในวัยก่อนเข้าเรียน คนในครอบครัวมีประวัติโรคต้อหิน รายที่กระจกตาสองข้างขนาดไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในด้านที่ใหญ่กว่าปกติ
  • การตรวจประเมินลานสายตา ในรายที่มีความเสี่ยงในการเป็นต้อหิน และเป็นการคัดกรอง ติดตามเด็กที่มีความดันในสมองสูง
  • การถ่ายภาพจอประสาทตา ในเด็กที่ให้ความร่วมมือ อย่างน้อยเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบค่า (Baseline) ของเด็ก

ข้อควรรู้สำหรับการตรวจประเมินและขยายม่านตาสำหรับเด็ก

  • ใช้เวลาตรวจประเมินและขยายม่านตาทั้งสิ้นประมาณ 40 – 50 นาที
  • ยาขยายม่านตาจะมีฤทธิ์ ประมาณ 6 – 12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับตัวยา หากเป็นการหยอดเพื่อวัดค่าสายตา ยาจะมีฤทธิ์นานประมาณ 12 ชั่วโมง แต่อาจออกฤทธิ์ได้นานถึง 72 ชั่วโมง โดยที่เด็กจะมองระยะใกล้ไม่ชัด ต้องใช้แว่นอ่านหนังสือช่วย
  • การหยอดยาขยายม่านตา ใช้เพื่อการวัดค่าสายตาเด็กโดยเฉพาะ ชื่อว่า 1% Cyclogyl  (1% Cyclopentolate) เด็กจะรู้สึกแสบตอนที่หยอด หยอดทั้งหมด 3 ครั้ง ทุก 5 นาที สามารถทราบผลได้ทันที
  • จักษุแพทย์แนะนำให้เตรียมแว่นกันแดด หมวก หรือร่มมาด้วย เพื่อป้องกันการแพ้แสงหลังหยอดยาขยายม่ายตา
  • ในรายที่ต้องใส่แว่นตา จะมีใบสั่งตัดแว่นตาให้ผู้ป่วยไปตัดที่ร้านแว่นทั่วไปได้ ส่วนในรายที่พบโรคต่างๆ แพทย์จะทำการประเมินและแจ้งผู้ปกครองต่อไป

 

นพ. วรากร เทียมทัด

จักษุแพทย์ ศูนย์ตา

โรงพยาบาลพญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...