หลังจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว PM 2.5 เบาบางลง ภาพของผู้คนที่สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นควันก็ลดลงแทบจะทันทีทันใด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้โดยสารรถสาธารณะ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รวมไปถึงผู้ที่อยู่ใกล้บริเวณท้องถนนที่มีรถสัญจรผ่านตลอดทั้งวัน ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้วไม่ได้มีแค่เจ้า PM 2.5 ที่อันตรายกับร่างกาย แต่ยังมีมลพิษในอากาศอีกหลายชนิดที่เรามองไม่เห็นและก็อันตรายไม่แพ้กัน
มลพิษในอากาศ อันตรายอย่างไร
มลพิษทางอากาศที่อันตรายต่อสุขภาพ ตามรายงานดัชนีคุณภาพอากาศหรือที่เรียกว่า Air quality index (AQI) แบ่งออก 6 ชนิด คือ
- ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เกิดจากการเผาไหม้ ทั้งจากยานพาหนะ การเผาวัสดุการเกษตร ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมาก สามารถเข้าไปถึงถุงลมในปอดได้ ทําให้ปอดเสื่อม หลอดลมอักเสบ และมีอาการหอบหืด
- ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการอุตสาหกรรม การบด การโม่ หรือการทําให้เป็นผงจากการก่อสร้าง เมื่อหายใจเข้าไปจะสามารถสะสมในระบบทางเดินหายใจ เป็น อันตรายต่อสุขภาพ
- ก๊าซโอโซน (O3) ก่อให้เกิดการระคายเคืองตา และระบบทางเดินหายใจ ทำให้ความสามารถในการทำงานของปอดลดลง เหนื่อยเร็ว โดยเฉพาะในเด็ก คนชรา และคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง
- ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิง ก๊าซชนิดนี้จะเข้าไปจับกับเม็ดเลือด ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย และหัวใจทำงานหนักขึ้น
- ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) มีผลต่อระบบการมองเห็นและกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืด หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
- ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับเป็นเวลานานๆ จะทำให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังได้
ไม่สูบบุหรี่แล้วไง…แค่สูดควัน ก็เสี่ยง!
กว่า 90 % ของผู้ป่วยโรคปอดโดยเฉพาะมะเร็งปอดในปัจจุบันล้วนมีสาเหตุสำคัญมาจากการสูบบุหรี่ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ หลายคนที่คิดว่าตนเองไม่ได้สูบบุหรี่แล้วจะปลอดภัย ซึ่งนั่นไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก เพราะกว่าร้อยละ 30 ของคนที่เป็นมะเร็งปอดคือคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ได้รับควันบุหรี่จากคนใกล้ชิด และผู้ที่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะทั่วไป
นพ.วินัย โบเวจา แพทย์หัวหน้าศูนย์สุขภาพปอด และอายุรแพทย์ด้านระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤตทางเดินหายใจ โรงพยาบาลพญาไท 3 แนะนำให้ทุกคนหมั่นสังเกตตัวเองว่ามีอาการทางปอดที่เป็นสัญญาณของความผิดปกติ ดังต่อไปนี้บ้างหรือไม่
- ไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด ไอรักษาไม่หาย
- หอบเหนื่อย หายใจติดขัด หายใจไม่ทัน
- แน่นเจ็บชายโครง เจ็บหน้าอก หายใจแล้วเจ็บโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้
- มีเสียงดังเวลาหายใจ
หากมีอาการแปลกๆ แบบนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจดูว่าส่วนไหนของร่างกายที่กำลังแจ้งเตือนความผิดปกติอยู่ เมื่อหมอปอดได้ตรวจร่างกายคนไข้ก็จะรู้ได้ว่า อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีสาเหตุจากการป่วยด้วยโรคเป็นอะไรกันแน่
หากเปรียบไปแล้วหมอปอดก็เป็นเหมือนช่างรถ เวลาที่รถเสีย เราก็เอารถเข้ามาที่อู่ หมอคือช่างก็ต้องซักอาการ ถามไถ่ เพื่อดูว่ามันน่าจะเกิดจากสาเหตุอะไร จากนั้นก็เข้าไปตรวจว่าเกิดความผิดปกติที่อะไหล่ไหน วินิจฉัยจนยืนยันให้ได้ ซึ่งพอวินิจฉัยหาสาเหตุเจอแล้ว การรักษาก็จะตามมาและเป็นไปตามที่วินิจฉัยนั่นเอง
ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ขับรถจะทราบดีว่า เราต้องเอารถไปตรวจสภาพปีละกี่ครั้ง หรือทุกๆ การวิ่งกี่กิโลเมตร โดยไม่ต้องรถให้รถเสียหรือมีอาการ แล้วสุขภาพปอดล่ะ เราได้เข้าไปให้หมอตรวจบ้างไหม?
อย่าปล่อยให้พัง ค่อยตรวจสุขภาพปอด
ตามปกติทุกคนควรตรวจสุขภาพปอดเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อดูว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ จะได้รักษาได้ทันท่วงที เพราะทุกนาทีที่เราหายใจนั้นมีโอกาสนำสิ่งแปลกปลอมและมลพิษที่เป็นอันตรายเข้าสู่รางกายได้ทั้งสิ้น โดยศูนย์สุขภาพปอดครบวงจร (Healthy Lung Center) รพ.พญาไท 3 มีบริการตรวจครอบคลุม การตรวจสมรรถภาพปอด ตรวจปริมาตรปอด ตรวจความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขณะหายใจ การตรวจปอดและหัวใจด้วยการออกกำลังกาย และการส่องกล้องหลอดลมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้ความรู้คำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากโรคระบบทางเดินหายใจ มีสุขภาพที่แข็งแรงจากภายใน
ป้องกันปอด ให้ห่างไกลจากมลพิษ
- สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะ ขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือเมื่อทำงานในที่ที่มีฝุ่นเยอะๆ เพื่อป้องกันฝุ่นควันและมลภาวะ
- หลีกเลี่ยงการเผชิญกับฝุ่นควัน รวมทั้งไม่อยู่ใกล้ควันบุหรี่ และผู้ที่กำลังสูบบุหรี่
- ทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังเผชิญมลพิษ แต่หากไม่สามารถทำได้ ก็ควรล้างมือให้สะอาดก่อนทำกิจกรรมอย่างอื่น
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก
- หากมีอาการหวัด ไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก หอบเหนื่อย ภูมิแพ้… ควรรีบตรวจรักษา หรือปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อควบคุมอาการไม่ให้รุนแรงจนเกิดโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ตามมา
นพ.วินัย โบเวจา
แพทย์หัวหน้าศูนย์สุขภาพปอด
อายุรแพทย์ด้านระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤตทางเดินหายใจ
โรงพยาบาลพญาไท 3
