ท่อน้ำตาตันในเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตตรวจเช็กให้ดี

Image

แชร์


อาการเจ็บป่วยของเด็กๆ เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญ เพราะเจ้าตัวเล็กนั้นไม่สามารถสื่อสารกับเราได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาเจ็บป่วยตรงไหน รู้สึกไม่สบายอย่างไร ยิ่งเป็นเด็กช่วงแรกเกิดด้วยแล้ว ยิ่งต้องอาศัยการหมั่นสังเกตความผิดปกติจากคุณพ่อคุณแม่อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยมากๆ สำหรับเด็กแรกเกิดที่คุณพ่อคุณแม่ควรเฝ้าระวัง ก็คือ “ท่อน้ำตาตัน” โรคที่อาจทำให้เจ้าหนูน้อยของเราน้ำตาไหลได้ตลอดเวลา และเสี่ยงดวงตาติดเชื้อเรื้อรังได้

ท่อน้ำตาตันในเด็ก คืออะไร ทำไมถึงพบได้บ่อยในเด็กแรกเกิด?

โรคท่อน้ำตาตันในเด็ก คือ ภาวะที่ท่อน้ำตาซึ่งต่อเข้ากับบริเวณจมูกมีขนาดเล็กมาก จึงทำให้น้ำตาค้างสะสมอยู่ในถุงน้ำตาจนเกิดการหมักหมมติดเชื้อ พบได้บ่อยในเด็กแรกเกิด เพราะว่าเด็กมีขนาดตัวเล็ก ท่อน้ำตาจึงตีบเล็กตามไปด้วย แต่ทั้งนี้ก็สามารถเกิดขึ้นในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุได้เช่นกัน ซึ่งอาจเกิดจากการมีเยื่อบุตาอักเสบ หรือติดเชื้อรุนแรงจนทำให้มีพังผืดเกิดขึ้นในบริเวณท่อส่วนใดส่วนหนึ่ง และกลายเป็นท่อน้ำตาตันได้

อาการท่อน้ำตาตันในเด็กสังเกตตรวจเช็กอย่างไรจึงรู้?

เนื่องจากร่างกายของเด็กแรกเกิดจะเริ่มสร้างน้ำตาเมื่อประมาณอายุได้ 3-4 สัปดาห์ ดังนั้น อาการส่วนใหญ่จึงจะไม่ได้สังเกตเห็นได้ทันทีตั้งแต่แรกเกิด แต่จะเริ่มต้นเมื่อเด็กมีอายุได้ตั้งแต่ 3 สัปดาห์ขึ้นไป โดยอาการต้องสงสัยที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจ ได้แก่

  • สังเกตเห็นลูกน้อยมีน้ำตาไหลตลอดทั้งวัน เป็นหยดน้ำใสๆ
  • มีปัญหาตาอักเสบติดเชื้อ เป็นๆ หายๆ ขี้ตามีลักษณะเป็นสีเขียว
  • พบก้อนคลำได้ที่บริเวณหัวตา เวลากดจะมีน้ำทะลักออก ซึ่งเป็นน้ำตาที่ค้างสะสมจากภาวะท่อน้ำตัน
  • อาจพบอาการอักเสบ บวมแดง ร่วมด้วยได้

 

โรคท่อน้ำตาตันในเด็กส่วนใหญ่ จะมาด้วยอาการน้ำตาไหล ซึ่งเกิดจากน้ำตาสร้างเยอะผิดปกติ แล้วมีการระคายเคืองจนทำให้น้ำตาไหลออกมาจำนวนมาก หรือ ร่างกายอาจสร้างน้ำตาอย่างเป็นปกติ แต่มีภาวะท่อน้ำตาตัน น้ำตาไม่สามารถไหลลงไปในจมูก หรือตามลำคอได้ตามปกติ ก็เลยคั่งค้างจนเอ่อล้นไหลออกมานอกดวงตา กลายเป็นน้ำตาไหลผิดปกตินั่นเอง

ตรวจวินิจฉัยอย่างไรเมื่อสงสัยว่าท่อน้ำตาตันในเด็ก?

เมื่อคุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการผิดปกติ แล้วพาลูกน้อยมาพบแพทย์ด้วยสงสัยว่าอาจเป็นโรคท่อน้ำตาตัน แพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการตรวจอาการ ร่วมกับการซักประวัติ และตรวจสอบด้วยการทดลอง “กดบริเวณถุงที่หัวตา” ซึ่งหากกดแล้วมีน้ำทะลักออกมา แสดงว่ามีภาวะท่อน้ำตาตันทำให้น้ำตาค้างสะสมอยู่ หรือวิธีตรวจสอบอีกรูปแบบ จะทำได้ด้วยการย้อมสี ซึ่งเป็นสีที่ใช้สำหรับการตรวจตาโดยเฉพาะ เรียกว่า Fluorescein Angiogram โดยเมื่อฉีดสีย้อมผสมกับน้ำตาแล้ว โดยปกติหากปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที สีควรไหลลงจมูกหายไป แต่หากยังพบสีของน้ำตาที่ค้างอยู่ในตาเป็นปริมาณมาก ก็สันนิษฐานว่ามีภาวะท่อน้ำตาตันเกิดขึ้น

วิธีรักษาท่อน้ำตาตันในเด็ก ทำได้อย่างไรบ้าง?

แนวทางในการรักษาโรคท่อน้ำตาตันในเด็กนั้น เบื้องต้นคือการรักษาด้วย “การนวด” บริเวณหัวตาที่มีถุงน้ำตาอยู่ เพื่อทำให้น้ำตาไหลออกมา ไม่เกิดการค้างสะสม และยังเป็นการช่วยเปิดรูท่อน้ำตาให้ขยายกว้างขึ้นไปด้วยพร้อมกัน ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้นวดประมาณ 20-30 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน และโดยส่วนใหญ่จะหายดีจากการรักษาด้วยการนวด แต่สำหรับในผู้ป่วยเด็กบางราย ที่เป็นรุนแรง มีการหมักหมมของน้ำตามากๆ ซึ่งไม่นวดกดออกเลย อาจมีการบวมอักเสบเกิดขึ้นได้ เรียกว่า “ถุงน้ำตาอักเสบ” จะมีลักษณะบวมอักเสบเป็นหนองใหญ่ ในกรณีนี้แพทย์จะพิจารณารักษาด้วย “การผ่าตัดท่อน้ำตา” หรือ “การแยงท่อน้ำตา” โดยไม่รอให้ครบ 1 ขวบ เพราะปกติสำหรับโรคท่อน้ำตาตันในเด็กนั้น 90% ของผู้ป่วยเด็กจะหายก่อนอายุ 1 ขวบ โดยขั้นตอนในการผ่าตัดแยงท่อน้ำตาตันในเด็ก มีรายละเอียด ดังนี้

  • ตรวจคัดกรองการติดเชื้อโควิด 19
  • เจาะเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดงเพื่อความปลอดภัยในการดมยาสลบ
  • แพทย์ทำการดมยาสลบให้ผู้ป่วยหลับสนิท
  • ใช้แท่งเหล็กขนาดประมาณไส้ดินสอ แยงเข้าไปขยายท่อน้ำตาที่ตันให้กว้างขึ้น ค้างไว้สักพักหนึ่งแล้วดึงออก
  • ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เป็นอันเสร็จสิ้น

 

ในการผ่าตัดแยงท่อน้ำตาตันโดยส่วนใหญ่ 90% จะหายดีเป็นปกติด้วยการทำเพียงครั้งเดียว แต่ในผู้ป่วยบางรายประมาณ 10% จะไม่หายทันทีในครั้งแรก จึงต้องทำการผ่าตัดแยงท่อน้ำตาตันซ้ำอีกครั้ง หรือต้องผ่าตัดแล้วสอดท่อซิลิโคนค้างไว้ให้ท่อน้ำตาขยายและอยู่ตัวดีเสียก่อน เพราะอาจพบการขยายแล้วกลับมาตันใหม่เลยทันทีได้เช่นกัน แต่ก็พบได้น้อยมาก

ดูแลอย่างไรหลังผ่าตัดท่อน้ำตาตันในเด็ก?

ในเด็กที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแยงท่อน้ำตาตันนั้น เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ไม่มีแผล จึงสามารถใช้ชีวิตได้เลยตามปกติ วันรุ่งขึ้นหลังผ่าตัดก็สามารถอาบน้ำ โดนน้ำได้เลย และส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นชัดเจน น้ำตาไหลน้อยลง อาการดีขึ้นทันที ในกรณีที่มีอาการอักเสบ ก็จะมีการให้ยาฆ่าเชื้อ หรือรับประทานยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักไม่พบอาการผิดปกติแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

 

ในความเป็นจริง แม้โรคท่อน้ำตาตันในเด็กจะเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่ก็รักษาให้หายได้ไม่ยาก ทั้งนี้จำเป็นต้องหมั่นสังเกตตรวจให้พบอาการโดยเร็ว เพื่อให้รักษาได้ตั้งแต่เบื้องต้นด้วยเพียงแค่ใช้การนวด ไม่ปล่อยให้อาการรุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดแยงท่อน้ำตา ความรุนแรงที่สุดของโรคนี้อยู่ที่อาการตาติดเชื้อบ่อย รวมถึงมีรายงานว่าการเช็ดน้ำตาบ่อยๆ มีส่วนสัมพันธ์กับการเพิ่มโอกาสในการเกิดสายตาเอียงได้ ดังนั้น แนวทางที่ดีที่สุดของการป้องกันความเสี่ยงต่างๆ จากโรคนี้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรเฝ้าสังเกตอาการลูกน้อยให้ดี หากพบว่ามีอาการน้ำตาไหลผิดปกติ ก็ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ดำเนินการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

 

 

พญ.ณัฐสุชา หวังถิรอำนวย
จักษุแพทย์เฉพาะทางเด็ก
ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลพญาไท 3

Loading...

แชร์


Loading...