โรคเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of Knee) คือ ภาวะที่ผิวข้อเข่าซึ่งเป็นกระดูกอ่อนเกิดการสึกหรอ จากเดิมที่ข้อเข่าสามารถรองรับน้ำหนักตัวและทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ก็เริ่มมีอาการฝืดขัด ขยับแล้วมีเสียงดังกรอบแกรบ เมื่อปล่อยไว้นานเข้าก็จะเริ่มมีอาการเจ็บเกิดขึ้น ซึ่งในปัจจุบันพบได้บ่อยขึ้นในคนวันหนุ่มสาว โดยไม่ต้องรอให้ถึงวัยเกษียณ
“เข่าเสื่อม” เป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย ?
ภาวะข้อเสื่อมเกิดจากสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ (articular cartilage) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนที่คลุมอยู่ที่ผิวข้อต่อระหว่างกระดูก 2 ชิ้น เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมสภาพและมีการสึกหรอมากๆ จะทำให้กระดูกเสียดสีกัน จนทำให้มีการอักเสบและเกิดเป็นความรู้สึกเจ็บปวดได้ในที่สุด โดยกระบวนการเหล่านี้อาจมีระยะเวลาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานและชีวิตประจำวันของแต่ละคน
ในอดีตเราเชื่อว่าสาเหตุความเสื่อมของข้อเข่าเกิดจากอายุที่มากขึ้น แต่ในปัจจุบันพบว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับภาวะเข่าเสื่อมก่อนวัย ซึ่งสาเหตุของภาวะเข่าเสื่อมก่อนวัยที่พบบ่อยได้แก่ การบาดเจ็บของเข่าจากอุบัติเหตุ (กระดูกหักบริเวณเข่า) การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา (ล้มหรือปะทะจนเอ็นข้อเข่อฉีกขาด) ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินค่ามาตรฐาน (อ้วน) ผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบ เช่น โรครูมาตอยด์ เป็นต้น
อาการเข่าเสื่อมแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ระยะเริ่มต้น : คนไข้จะยังไม่มีอาการปวด แต่อาจพบว่าเกิดเสียงผิดปกติที่หัวเข่า หรือเข่าเคลื่อนไหวลำบาก โดยเฉพาะช่วงตื่นนอนหรือนั่งนานๆ จะรู้สึกว่าเข่าฝืด ลุกยาก แต่พอได้ขยับสักครู่อาการก็หาย และเดินได้เป็นปกติ
- ระยะปานกลาง : อาการปวดจะเริ่มชัดเจนขึ้น อาจปวดทุกวันแต่ไม่รุนแรง บางครั้งต้องใช้ยาแก้ปวด หรืออุปกรณ์สนับเข่าช่วยบรรเทาอาการ
- ระยะรุนแรง : อาการปวดค่อนข้างเยอะและสม่ำเสมอ คนไข้อาจเดินได้น้อยลงจากปกติ เพราะรู้สึกปวดจนไม่อยากเดินต่อหรือกลัวล้ม คนไข้กลุ่มนี้จะไม่สามารถนั่งคุกเข่า หรือนั่งกับพื้นท่าอื่นๆ ได้ รวมทั้งจะเห็นความผิดรูปของข้อเข่า เช่น เข่าโก่ง ได้ชัดเจน
เข่าเสื่อมมากแค่ไหน ถึงต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด
จากที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นว่าอาการเข่าเสื่อมส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามอายุ ซึ่งมักพบได้ตั้งแต่คนวัย 60 ปี ขึ้นไป โดยคนไข้ที่มีอาการรุนแรงจนต้องรักษาเข่าเสื่อมด้วยวิธีผ่าตัด ได้แก่
- ปวดมาก หรือปวดตลอด จนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยๆ และบางรายไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันตามปกติได้
- เดินลำบากจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ หรือช่วยประคองเดิน ไม่เช่นนั้นอาจหกล้มได้
ในขณะเดียวกันมีผู้ป่วยเข่าเสื่อมจำนวนหนึ่งซึ่งแม้ไม่มีอาการปวดรุนแรง แต่ไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการได้โดยสะดวก เช่น เล่นกีฬา ท่องเที่ยว ซึ่งบางคนอาจเลือกการผ่าตัดรักษาเพื่อให้กลับมาทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนเดิม
โดยแพทย์จะอธิบายให้คนไข้และญาติคนไข้เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัดรักษา ลักษณะความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดที่จะเกิดขึ้นรวมถึงวิธีการที่จะบรรเทาความปวด ความคาดหวังในระยะพักฟื้นหลังผ่าตัด เช่น ระยะเวลาที่คนไข้จะเริ่มลุกนั่งและเดินได้ เพราะคนไข้ย่อมอยากทราบว่าเมื่อไรจะสามารถกลับมาเดินได้เป็นปกติ กิจกรรมใดที่ทำได้และกิจกรรมใดไม่ควรทำหลังผ่าตัดเสร็จใหม่ๆ เพื่อให้คนไข้คลายกังวลและทราบถึงวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นผลดีต่อการรักษา
ไม่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ไหม มีวิธีอื่นหรือเปล่า?
คำถามที่คนไข้และญาติมักถามแพทย์เมื่อได้รับคำแนะนำให้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือเลือกอื่นในการรักษา เช่น การฉีดยารักษา การรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้องเข้าไปตกแต่งกระดูกข้อเข่าให้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือ ข้อเข่าเสื่อมมีระยะความรุนแรงที่หลากหลายและมีวิธีการรักษาหลายแบบ โดยแพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับระยะของโรคของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนี้
- ระยะเริ่มต้นอาจใช้ยากลุ่มที่ชะลออาการเสื่อมของข้อหรือฉีดสารหล่อลื่นข้อสังเคราะห์
- ระยะปานกลางอาจใช้ยาลดอาการข้ออักเสบชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดเข้าข้อ
- ระยะรุนแรงจนไม่สามารถดีขึ้นด้วยวิธีการอื่น แพทย์จะแนะนำให้ทำผ่าตัดข้อเข่าเทียม เนื่องจากการนำวิธีการรักษาสำหรับอาการระยะแรกมาใช้กับผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะรุนแรง นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเกิดความสิ้นเปลืองอีกด้วย
ในทางตรงกันข้าม หากทำการผ่าตัดผู้ป่วยที่ข้อเข่าเสื่อมระยะต้นหรือปานกลางนั้น นอกจากจะไม่มีความจำเป็นแล้วผลของการผ่าตัดก็อาจจะไม่เป็นไปตามความคาดหวังของคนไข้ ซึ่งในกรณีที่คนไข้เป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะรุนแรงและได้รับการผ่าตัดแล้ว คนไข้ก็มักจะรู้สึกประทับใจและบอกว่า “รู้แบบนี้… ยอมผ่าตั้งนานแล้ว”
ส่วนวิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่าในโรคข้อสื่อมนั้น แพทย์มักจะแนะนำในกรณีที่มีการฉีกขาดของกระดูกอ่อนในข้อเข่าและมีอาการปวดแบบเฉียบพลัน โดยที่ข้อยังอาจไม่ได้เสื่อมรุนแรงจนถึงขั้นต้องเปลี่ยนเข่าเทียม
ซึ่งในทุกการรักษา ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด คนไข้จะเป็นผู้ร่วมตัดสินใจจากคำแนะนำของแพทย์ทั้งสิ้น จึงสบายใจได้ว่าทุกแผนการรักษาย่อมทำเพื่อให้คนไข้ได้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้งหนึ่ง
