การทำงานในฐานะสูติแพทย์ และแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ใน concept “Women Wellness” ของคลินิก Smart Life Anti-Aging Center นั้น หมอพบว่า ปัญหาโรคอ้วนไม่เพียงสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่ยังพบว่าเป็นสาเหตุร่วมในโรคทางนรีเวช รวมถึงโรคมะเร็งด้วย
ฮอร์โมนเพศหญิงกับการสะสมไขมัน
มีหลายการศึกษาพูดถึงรูปร่างผู้หญิงอ้วน ซึ่งสัมพันธ์กับความผิดปกติของฮอร์โมนและการเกิดโรค โดยพบว่า ผู้หญิงรูปร่างทรง “ลูกแพร์” ซึ่งมีไขมันสะสมบริเวณสะโพกและต้นขามาก สัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีสัดส่วนสูง หลายคนจะมีปัญหาประจำเดือนไม่ปกติ หรือมีอาการในกลุ่ม PMS ซึ่งแสดงอาการผิดปกติในช่วงก่อนมีประจำเดือน เช่น ตัวบวม หน้าบวม หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ เป็นต้น
ส่วนผู้หญิงรูปร่างทรง “แอปเปิ้ล” หรือลักษณะอ้วนลงพุง สัมพันธ์กับกลุ่มอาการเมตาบอลิก เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่รอบอวัยวะในช่องท้อง หรือ visceral fat มีผลต่อการเผาผลาญที่ผิดปกติ และส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดได้
โดยมีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Heart Journal พบว่าผู้หญิงที่มีรูปร่างทรง “แอปเปิ้ล” มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าทรงลูกแพร์ถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัญหาประจำเดือนไม่ปกติ มีลักษณะหน้ามัน เป็นสิว ผมร่วง หรือกลุ่มอาการ PCOS ซึ่งมีระดับฮอร์โมนเพศชายสูงผิดปกติ ทำให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนมาไม่ปกติ และมีโอกาสที่จะมีบุตรยาก

นอกจากนี้ยังพบว่า โรคอ้วนมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ และที่สำคัญคือ มะเร็งเต้านม และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งสัมพันธ์กับการกระตุ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีวัยหมดระดู หรือวัยทอง

ฮอร์โมนเอสโตรเจน สร้างจากเซลล์เนื้อเยื่อไขมันได้
เราทราบดีว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนหลักของผู้หญิงซึ่งสร้างจากรังไข่เป็นหลัก นอกนั้นก็มาจากต่อมหมวกไต และเนื้อเยื่อไขมัน เมื่อเข้าสู่วัยหมดระดู แม้รังไข่จะหยุดทำงาน ไม่สร้างเอสโตรเจนอีกต่อไป แต่ยังมีการผลิตจากเซลล์ที่เนื้อเยื่อไขมัน ในผู้หญิงอ้วนจึงมีแหล่งเอสโตรเจนจากเนื้อเยื่อไขมันมาก และมีหลายการศึกษาพบปัญหามะเร็งที่มีความไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนในสตรีวัยหมดระดูที่อ้วน เช่น ผู้หญิงอ้วน (BMI>25) มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงน้ำหนักปกติ เพราะ 80% ของมะเร็งเต้านม พบว่าสัมพันธ์กับการกระตุ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจน และผู้หญิงอ้วนก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเพิ่มขึ้น 2-4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงน้ำหนักปกติ เพราะมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกก็มีชนิดที่กระตุ้นด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยเริ่มจากกระตุ้นให้เกิดเยื่อบุหนาตัวผิดปกติ และเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิดปกติ จนเป็นมะเร็งในที่สุด

บางครั้งคนไข้ในกลุ่มนี้ก็มีปัญหาเรื่องฮอร์โมนไม่ปกติตั้งแต่ก่อนหมดระดู ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับความอ้วน และในบางรายไม่ได้ดูแลควบคุม ก็เป็นมะเร็งตั้งแต่อายุน้อย…
“หมอมีเคสตัวอย่าง เป็นคนไข้ชาวต่างชาติของหมอ ซึ่งเป็นน้องอายุ 15 ปี ตอนนั้นมาด้วยเรื่องประจำเดือนไม่มา คุณแม่พามาตรวจ น้องมีน้ำหนัก 100 กก. และตรวจพบว่าเป็น PCOS จึงแนะนำให้น้องลดน้ำหนัก และให้ยารักษาเพื่อให้ประจำเดือนกลับมาเป็นปกติ และจัดโปรแกรมอาหารและการออกกำลังกายให้ แต่น่าเสียดายที่น้องขาดการติดต่อไป ไม่กลับมารักษาอีกเลย
มาพบอีกครั้งตอนน้องอายุ 22 ปี ด้วยปัญหาเลือดออกมากทางช่องคลอดจนเพลีย ต้องใช้ผ้าอนามัยถึง 10 แผ่นต่อวันจึงเพียงพอ เมื่อตรวจอัลตราซาวด์ก็พบว่า มีเยื่อบุมดลูกหนาตัวผิดปกติมาก ซึ่งต้องขูดมดลูกเพื่อการวินิจฉัยและรักษา ซึ่งผลปรากฏ… พบว่าเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในวัย 22 ปีเท่านั้น ทำให้ต้องรีบรักษาด้วยการตัดมดลูก ซึ่งน่าเสียดาย เพราะถ้าย้อนกลับไป น้องให้ร่วมมือกับคุณหมอในการลดน้ำหนัก และปรับให้มีประจำเดือนเป็นปกติ โอกาสการเกิดมะเร็งก็แทบจะไม่มีเลย”
พญ. ธิศรา วีรสมัย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช
ศูนย์สุขภาพหญิง โรงพยาบาลพญาไท 1
