โรคต้อกระจก คือภาวะที่เลนส์แก้วตาค่อยๆ เกิดความขุ่นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น วันนี้ เราจะพาไปรู้จักกับโรคต้อกระจกในหลากหลายแง่มุม พร้อมกับการรักษาให้หายขาดด้วย 5 วิธีการผ่าตัดที่แตกต่างกัน
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคต้อกระจก
- ต้อกระจกมีมากกว่า 1 ชนิด แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือชนิดที่ขุ่นบริเวณกลางเลนส์แก้วตา ส่วนที่พบได้ไม่บ่อย คือการขุ่นบริเวณหน้าสุด หลังสุด หรือที่ขอบด้านข้างของเลนส์แก้วตา
- เด็กก็สามารถเป็นต้อกระจกตั้งแต่กำเนิดได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม โรคบางอย่าง การติดเชื้อหรือได้รับบาดเจ็บก่อนคลอด การมีต้อกระจกตั้งแต่เด็กมีผลต่อพัฒนาการของตาและสมองเป็นอย่างมาก และอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้
- โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นต้อกระจกให้เกิดเร็วขึ้น และเป็นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนทำให้เซลล์ในกระจกตาขุ่นและความโปร่งแสงลดลง ซึ่งสามารถนำไปสู่การเป็นต้อกระจกที่ทำให้เห็นภาพไม่ชัด ภาพจางลง หรือเห็นภาพเป็นสีเหลืองอ่อนได้
- เมื่อผ่าตัดเอาเลนส์ตาที่ขุ่นออกแล้ว ผู้ป่วยจะไม่เป็นต้อกระจกอีก เนื่องจากจักษุแพทย์จะใส่เลนส์เทียมซึ่งมีลักษณะใสเข้าไปแทนที่ การมีตามัวลงหลังผ่าตัดในบางรายอาจเกิดจากการเพิ่มจำนวนเซลล์ผิวของเลนส์แก้วตาที่ยังคงค้างอยู่หลังเอาต้อกระจกออก ในกรณีนี้สามารถใช้เลเซอร์สลายได้ ซึ่งจะช่วยให้กลับมามองเห็นได้ชัดเจนขึ้น
- ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก มีความเสี่ยงสูงในการเกิดจอตาลอกหลังผ่าตัดต้อกระจก
- ต้อกระจกมีผลต่องานศิลปะของศิลปินระดับโลก เช่น โคลด์ โมเน่ต์ จิตรกรแนวอิมเพรสชันนิสม์ชาวฝรั่งเศส ผู้มีชื่อเสียงในการวาดภาพที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแสง สีและเงาในแต่ละช่วงเวลา โดยในปี 1912-1922 เมื่อต้อกระจกของโมเน่ต์มีความขุ่นมากขึ้น ทำให้โมเน่ต์เห็นความเข้มของสีเปลี่ยนไป สีขาว เขียวและน้ำเงินซึ่งเคยเห็นได้ดีก็เปลี่ยนไป ทำให้เกิดเป็นลายพู่กันที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงสร้างผลงานที่มีสีเหลือง น้ำตาล และม่วงมากขึ้น
- สีของม่านตามีผลต่อความเสี่ยงในการเป็นต้อกระจก มีการศึกษาพบว่าผู้ที่มีม่านตาสีน้ำตาลเข้มมีโอกาสเป็นต้อกระจกมากกว่าคนที่มีม่านตาสีอ่อน แสงยูวีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดต้อกระจกได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับสีของม่านตา ดังนั้นการใส่แว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวีและสวมหมวกปีกกว้างเมื่ออยู่กลางแจ้งจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจกได้
- บางกรณี จักษุแพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดต้อกระจกทั้งสองข้าง แม้ตาข้างหนึ่งจะยังเห็นชัดดีอยู่ แต่โดยมากเมื่อผ่าต้อกระจกข้างหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังไม่ผ่าข้างที่เหลือจนกว่าต้อกระจกข้างนั้นจะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดใส่เลนส์เทียมทั้งสองตาจะช่วยให้การมองเห็นมีความสมดุล ลดความเสี่ยงในการพลัดตกหกล้มซึ่งอาจทำให้กระดูกแตกหัก ทั้งการใส่เลนส์เทียมในตาข้างที่สองจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดต้อหินชนิดมุมปิดในภายหลังในผู้ป่วยบางรายได้
การรักษาต้อกระจกด้วยการผ่าตัด
ต้อกระจกสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัดเท่านั้น โดยก่อนผ่าตัดจะมีการหยอดยาชาหรือฉีดยาชา เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บตลอดการผ่าตัดและหลังผ่าตัด ส่วนการดมยาสลบจะใช้ในบางกรณีเท่านั้น ทั้งนี้ การผ่าตัดจะประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก คือ
- การเอาเลนส์แก้วตาเดิมที่ขุ่นออก และ
- การใส่เลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งมีลักษณะใสเข้าไปแทนที่ในตำแหน่งเดิม เพื่อปรับสายตาให้มองเห็นเป็นปกติ
5 วิธีการผ่าตัดรักษาโรคต้อกระจก
1.การผ่าตัดต้อกระจกโดยวิธีการสลายต้อ (phacoemulsification)
การผ่าตัดด้วยการสลายต้อ แผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก คือประมาณ 2.2-3.0 มิลลิเมตร โดยจักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในตาผ่านแผลผ่าตัด และใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงสลายต้อกระจกและดูดออกจนหมด แต่ให้เหลือถุงหุ้มเลนส์ไว้เพื่อใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าแทนที่ วิธีนี้มักไม่ต้องเย็บแผลหรือเย็บเพียงเล็กน้อยในบางราย เนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก แข็งแรง และจะสมานได้เองและหายเร็ว มีอาการเคืองจากแผลน้อย สายตาเอียงจากการผ่าตัดน้อยกว่า และกลับมาใช้สายตาหลังการผ่าตัดได้เร็ว
2.การผ่าตัดต้อกระจกทางเลือกโดยใช้เลเซอร์ (femtosecond laser-assisted cataract surgery)
เทคโนโลยีการผ่าตัดนี้ช่วยให้การผ่าตัดต้อกระจกง่ายขึ้น ระบบเฟมโตเซเคิน เลเซอร์ (femtosecond laser) สำหรับผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบันเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในปี 2011 โดยใช้เลเซอร์ช่วยในหลายขั้นตอนของการผ่าตัด ได้แก่
- การสร้างแผลที่กระจกตาเพื่อเป็นทางเข้าของอุปกรณ์ผ่าตัด
- การเปิดถุงหุ้มเลนส์ด้านหน้า
- การแยกต้อกระจกออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการสลายและการดูดออก
- การทำแผลบนกระจกตาเพื่อช่วยแก้ไขค่าสายตา (corneal relaxing incisions) ในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม แม้การใช้ femtosecond laser จะมีความแม่นยำและปลอดภัย แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี นอกจากนั้นผลการรักษาหลังผ่าตัดก็ไม่ต่างจากการผ่าตัดต้อกระจกโดยวิธีการสลาย (phacoemulsification) ซึ่งมีแผลผ่าตัดเล็กเช่นกัน
3.การผ่าตัดต้อกระจกโดยวิธีเอาออกทั้งก้อน (extracapsular cataract extraction, ECCE)
ใช้ในกรณีที่ต้อกระจกขุ่นและเนื้อแข็งมากจนไม่สามารถเอาออกผ่านทางแผลเล็กได้ แผลผ่าตัดจะกว้างประมาณ 8-10 มิลลิเมตร เพื่อนำต้อกระจกออกทั้งก้อน เหลือถุงหุ้มเลนส์ไว้ และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ จากนั้นจะเย็บปิดแผล
4.การผ่าตัดต้อกระจกแผลเล็ก (manual small incision cataract surgery, MSICS)
เป็นเทคนิคการผ่าตัดที่เอาต้อกระจกทั้งก้อนออกทางแผลขนาดเล็กบริเวณตาขาวที่ปิดเองได้โดยไม่ต้องเย็บแผล และยังมีถุงหุ้มเลนส์อยู่ในตา แผลผ่าตัดโดยวิธีนี้มีขนาดเล็กกว่าวิธีที่ 3 (ECCE) แต่ใหญ่กว่าวิธีที่ 1 (phacoemulsification) ผลการผ่าตัดไม่แตกต่างจากวิธีที่ 1 และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากใช้เวลาในการผ่าตัดสั้นกว่า และค่าใช้จ่ายถูกกว่า นอกจากนี้ การไม่ต้องเย็บแผลยังช่วยลดปัญหาการเกิดภาวะสายตาเอียงที่อาจเกิดจากการผ่าตัด การฟื้นตัวก็เร็วกว่า และช่วยลดจำนวนครั้งในการพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษาหลังผ่าตัดอีกด้วย
5.การผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาออกทั้งก้อนรวมทั้งถุงหุ้มเลนส์ (intracapsular cataract extraction, ICCE)
วิธีนี้จะใช้ในบางกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น
หลังผ่าตัดต้อกระจกต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติ
หากผู้ป่วยไม่มีความผิดปกติหรือโรคตาประเภทอื่นๆ อยู่ เส้นประสาทตาหรือสมองที่ควบคุมการมองเห็นเป็นปกติ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ผู้ป่วยจะมีการมองเห็นที่ดีขึ้นหลังผ่าตัด ดังนั้นหากพบว่าหลังการผ่าตัดการมองเห็นไม่ดีขึ้นหรือตามัวลง ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาต่อไป
