คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า โรคลมชัก ต้องมีอาการชักเกร็งกระตุกทั้งตัวหรือหมดสติเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของสัญญาณไฟฟ้าในสมอง ซึ่งสามารถแสดงอาการออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นที่สมองส่วนใด
อาการชักที่คนส่วนใหญ่มัก “ไม่รู้”
บางครั้งอาการชักอาจดูเหมือนพฤติกรรมแปลกๆ ทั่วไป จนทำให้คนรอบข้างมองข้าม เช่น:
- อาการทางพฤติกรรม: เหม่อนิ่ง, เคี้ยวปาก, ส่งเสียงร้องแปลกๆ
- อาการทางกายภาพ: มือขยำไปมา, มือหยิบจับสิ่งของอย่างไร้จุดหมาย
- ชักแบบยังมีสติ: ผู้ป่วยบางรายอาจชักเฉพาะส่วน เช่น มือเกร็งแน่นเองโดยควบคุมไม่ได้ แต่ยังสามารถพูดคุยตอบโต้ได้ตามปกติ
3 จุดสังเกต: แบบไหนคือ “อาการชัก” แน่นอน?
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ให้ลองเช็กจาก 3 ลักษณะเด่นนี้:
- ควบคุมไม่ได้: ร่างกายเคลื่อนไหวผิดปกติเอง เช่น แขนขาเกร็ง หน้าเบี้ยว คอบิด หรือส่งเสียงแปลกๆ โดยที่ไม่สามารถสั่งให้หยุดได้
- เป็นรูปแบบเดิมซ้ำๆ (Stereotype): อาการมักจะเหมือนเดิมทุกครั้ง เช่น ถ้าเริ่มที่มือขวาเกร็ง ครั้งต่อไปก็จะเป็นที่มือขวาเหมือนเดิม ไม่ย้ายข้างหรือเปลี่ยนรูปแบบไปมา
- ระยะเวลาสั้นและหายเองได้: อาการชักส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นสั้นๆ ตั้งแต่ 10 วินาที ถึง 3 นาที และสามารถหายได้เอง
การวินิจฉัยและรักษา: ทำไมต้องรีบพบแพทย์?
อาการชักอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่อันตรายกว่า เช่น เนื้องอกในสมอง การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วจะช่วยให้รักษาได้ตรงจุด:
- การตรวจ MRI: เพื่อหาความผิดปกติทางโครงสร้างหรือก้อนเนื้อในสมอง
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG): เพื่อตรวจจับคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติในขณะชัก
- แนวทางการรักษา: เริ่มจากการใช้ยากันชัก หรือหากพบสาเหตุเฉพาะ เช่น เนื้องอก แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติได้
เพราะอาการชักไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และอาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง หากคุณพบอาการผิดปกติที่น่าสงสัย สามารถเข้ารับคำปรึกษาเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง
นพ. ชาคริต สุทธิเสวันต์
แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา
ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 1
