สังเกตอาการปวดหัว แบบนี้บอกอะไรได้บ้าง? เช็กอาการสำคัญด่วน!
“อาการปวดหัว”แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ใคร ๆ ก็เคยเจอ แต่รู้ไหมว่าบางครั้ง อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบจากร่างกาย ที่ถ้าชะล่าใจ อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงที่คาดไม่ถึงได้ แต่ความจริงแล้วอาการปวดหัวแต่ละแบบ สามารถบอกใบ้ถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายได้มากกว่าที่คิด ทั้งเรื่องความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ปัญหากล้ามเนื้อ ไปจนถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสมอง
บทความนี้จะพาทุกคนมาเช็กอาการปวดหัว ซึ่งถ้าสังเกตอาการให้ดี จะช่วยให้คุณรู้ทันโรคนั้น ๆ และดูแลตัวเองได้อย่างถูกวิธี ป้องกันปัญหาใหญ่จากโรคร้ายได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
เช็กลิสต์อาการปวดหัว ปวดตรงนี้บอกอะไรได้บ้าง?
ปวดหัวบางครั้งอาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของชีวิต หลายคนอาจเคยสังเกตว่าเวลาปวดหัว มักปวดเป็นจุด ๆ บางวันปวดตรงขมับ บางวันปวดท้ายทอย บางครั้งรู้สึกปวดตื้อๆ หนัก ๆ ซึ่งในแต่ละตำแหน่งที่ปวดก็สามารถบอกใบ้ ถึงสาเหตุ หรืออาการแฝงได้ ลองมาสังเกตอาการกันดูว่าถ้าปวดหัวตรงนี้ จะบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพได้บ้าง?
ปวดท้ายทอย
เมื่อมีอาการปวดท้ายทอย ลามขึ้นมาที่ศีรษะเป็นวงกว้าง แน่นอนว่าการปวดหัวที่จุดนี้บอกได้ว่าอาจจะเป็นการปวดหัวจากความตึงเครียด ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อบริเวณคอ และไหล่ หรือการนั่งทำงานนาน ๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนท่านั่ง นอกจากนั้นอาจเกิดจากความผิดปกติของกระดูกต้นคอ จึงทำให้ปวดร้าวจากท้ายทอยไปจนถึงศีรษะได้นั่นเอง
ปวดหน้าผาก และโหนกแก้ม
การปวดในบริเวณหน้าผาก และโหนกแก้มนั้นมักเกิดจากโรคไซนัสอักเสบ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ หรืออาการแพ้ ทำให้เยื่อบุโพรงไซนัสบวม หรืออุดตัน ทำให้เกิดแรงดันภายในโพรงไซนัส ส่งผลให้รู้สึกปวดตึงบริเวณใบหน้า และศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณช่วงตา ข้างจมูก และโหนกแก้ม
ปวดรอบศีรษะเหมือนโดนบีบรัด
หากสังเกตอาการว่าไม่ได้ปวดหัวแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ปวดรอบศีรษะ และมีอาการเหมือนโดนบีบรัด การปวดแบบนี้เกิดจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะ คอ และบ่า มักสัมพันธ์กับความเครียด การพักผ่อนไม่พอ รวมถึงท่าทางที่ไม่เหมาะสม จนทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากที่สุด

ลักษณะปวดหัวแบบนี้ เสี่ยงโรคไหนกันแน่?
อาการปวดหัวไม่ได้เหมือนกันไปทั้งหมด เพราะมีลักษณะการปวดที่แตกต่างกันไป บางคนอาจปวดข้างเดียว แต่บางคนก็อาจจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งแต่ละลักษณะก็สามารถที่จะบอกโรค หรือภาวะสุขภาพที่หลากหลายได้ บางครั้งอาจเป็นแค่ความเครียด แต่บางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งการที่เราสามารถเข้าใจลักษณะปวดหัวในแต่ละแบบ จะช่วยให้รู้ว่าเสี่ยงต่อโรคอะไร หรือไม่ เพื่อเตรียมตัว รับมือได้อย่างถูกต้อง
ปวดหัวข้างเดียว
หลาย ๆ คนมีอาการปวดหัวข้างเดียว แต่รู้หรือไม่ว่าอาการแบบนี้ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็น “ไมเกรน” เพียงอย่างเดียว เพราะอาจจะเป็นการปวดหัวคลัสเตอร์ก็ได้ ซึ่งทั้ง 2 โรค มีความแตกต่างของลักษณะการปวด ดังนี้
- ปวดหัวไมเกรน : มักมีลักษณะปวดตุ้บ ๆ ปวดที่ข้างใดข้างหนึ่งของศีรษะ และจะปวดมากขึ้นเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น
อย่างแสงจ้า เสียงดัง อากาศที่ร้อนมาก ก็จะทวีคูณความปวดขึ้นอีก และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย - ปวดหัวคลัสเตอร์ : หรือ Cluster Headache ลักษณะการปวดจะมีความคล้ายกับไมเกรน แต่ต่างกันที่ มักจะปวดหัวข้างเดียวแบบรุนแรง มา ๆ หาย ๆ ราว 5 นาที – 3 ชั่วโมง และมักมีอาการปวดเบ้าตา ตาแดง น้ำตาไหล หรือมีเหงื่อออกที่บริเวณศีรษะข้างที่ปวด แต่การปวดหัวคลัสเตอร์จะไม่ใช่อาการที่พบได้บ่อย
ปวดหัวเฉียบพลัน ร่วมกับอาการ B – E – F – A – S – T
จะเป็นอาการปวดหัวที่เกิดจากหลอดเลือดในสมอง มักมีลักษณะปวดรุนแรงเฉียบพลัน แบบที่ไม่เคยปวด มาก่อน และมีอาการ B – E – F – A – S – T ร่วมด้วย เช่น ชาครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง หรือเดินเซ ซึ่งเป็นอาการที่ควรระวังอย่างมาก เพราะอาจเกี่ยวข้องกับภาวะหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) นั่นเอง
ปวดหัว และเห็นภาพซ้อนทับ
หากสังเกตอาการแล้วพบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดหัวต่อเนื่องมากกว่า 15 วัน นานติดต่อกันประมาณ 3 เดือน โดยเฉพาะถ้ามักมีอาการอาเจียนร่วมในช่วงเช้า และเริ่มมีความผิดปกติทางร่างกาย เช่น มองเห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง เคลื่อนไหวผิดปกติ หรือพูดไม่ชัด บางรายอาจมีอาการชัก ทั้งที่ไม่เคยมีประวัติชักมาก่อน หรือพบปัญหาการทรงตัวผิดปกติ ทั้งหมดนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคเนื้องอกในสมอง เนื่องจากก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นไปกดทับสมอง ส่วนที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย จึงแสดงอาการผิดปกติออกมา
ปวดหัวร่วมกับมีไข้
ถ้าหากมีอาการปวดหัวร่วมกับไข้สูง อยากให้หมั่นสังเกตอาการอื่น ๆ ด้วย เพราะอาจเป็นสัญญาณ ของการติดเชื้อในร่างกาย เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก หรือในบางกรณีอาจมีความรุนแรงถึงการอักเสบของ เยื่อหุ้มสมอง (เยื่อหุ้มสมองอักเสบ)
เพราะฉะนั้นอย่าชะล่าใจเพียงเพราะคิดว่า “เคยปวดแบบนี้ประจำ” หรือ “กินยาก็หาย” เพราะถ้าสังเกตอาการแล้วพบว่าเริ่มปวดหัวถี่ และรุนแรงขึ้น หรือมีอาการแปลก ๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะอาการที่ไม่เคยเกิดมาก่อน นี่อาจเป็นเสียงเตือนจากร่างกายว่ามีปัญหาสำคัญซ่อนอยู่ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด
ตรวจความผิดปกติของสมองด้วย MRI Screening รู้ชัด ป้องกันได้!
แม้การสังเกตอาการปวดหัวด้วยตัวเองจะช่วยให้รู้ทันโรคได้ในระดับหนึ่ง แต่อาการปวดหัวบางครั้ง อาจเป็นมากกว่าความเครียด หรือออฟฟิศซินโดรม การตรวจสมองอย่างละเอียดด้วย MRI Screening จึงเป็นวิธีที่ช่วยค้นหาสาเหตุได้อย่างแม่นยำ ครอบคลุมทั้งความผิดปกติของเนื้อสมอง หลอดเลือด และเนื้องอกในระยะเริ่มต้น ซึ่งการรู้เร็ว รักษาเร็ว ย่อมช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ก่อนจะเกิดขึ้นได้ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง โดยสามารถที่จะเข้ามา รับการตรวจหาความผิดปกติของสมองจากแพ็กเกจ MRI Headache ของโรงพยาบาลพญาไท 1
เป็นโปรแกรมตรวจสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ที่ครอบคลุมทั้ง MRI, MRV และ MRA ที่จะช่วยตรวจดูความผิดปกติของสมอง หรือประเมินขนาดของก้อนเนื้อ รวมถึงภาวะหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวดหัวอย่างละเอียด ตรวจโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท ที่พร้อมให้คำปรึกษา และวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม เพราะการตรวจอย่างละเอียดโดยตรงกับแพทย์เฉพาะทาง
นอกจากเพื่อความสบายใจ และรู้สาเหตุที่แท้จริง ยังเป็นการป้องกันปัญหาใหญ่ก่อนที่โรคร้ายจะเกิดขึ้น สามารถนัดหมายแพทย์ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ได้ที่ศูนย์สมอง และระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 1 อาคาร 3 ชั้น 5 โทร. 02-201-4600 ต่อ 2688 – 2690
