ปวดหัวไมเกรน คืออะไร?
ปวดหัวไมเกรน (Migraine) คือ อาการปวดศีรษะที่มีลักษณะเฉพาะ คือ ปวดตุ้บๆ มักจะปวดข้างเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้ โดยมักปวดที่ขมับ กระบอกตา หรือท้ายทอย นอกจากนี้อาจมีอาการร่วม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อแสงและเสียง รวมถึงอาการออร่า (Aura) เช่น การเห็นแสงกะพริบหรือภาพผิดปกติ โดย ‘ปัจจัยกระตุ้นไมเกรน’ นั้นมีหลายอย่าง เช่น ความเครียด การพักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอ ฮอร์โมน อากาศร้อน รวมถึงอาหารบางชนิด
ความรุนแรงและระยะของไมเกรน
ไมเกรนมักมีระดับการปวดอยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ
- ระยะก่อนปวด (Prodrome) อาจมีอาการล่วงหน้า เช่น อารมณ์แปรปรวน หรือปวดตึงที่คอ
- ระยะเตือน (Aura) เกิดอาการผิดปกติ เช่น การเห็นแสงกะพริบ
- ระยะปวดหัว (Headache) มักจะปวดตุ้บๆ รวมถึงคลื่นไส้ อาเจียนเป็นอาการหลัก
- ระยะหลังปวด (Postdrome) อาจมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
1) การรักษาปวดศีรษะไมเกรนเรื้อรังด้วยการฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin)
ซึ่งจากการศึกษาทางคลินิกพบว่า โบท็อกซ์ ช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะไมเกรนเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนะนำในผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะเดือนละ 15 วันขึ้นไป โดยโบท็อกซ์จะเข้าไปยับยั้งการหลั่งอะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) Substance P และ CGRP ซึ่งเป็นสารอักเสบที่หลั่งมาขณะมีอาการปวด รวมถึงช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ปวดตึงบริเวณที่ฉีดได้ด้วย
การใช้โบท็อกซ์รักษาไมเกรนอาจเริ่มเห็นผลภายใน 3-5 วันหลังการฉีด โดยสามารถช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไมเกรนได้ถึง 30-50% ในผู้ป่วยทั่วไป และอาจสูงถึง 60-70% ในผู้ที่ตอบสนองดีต่อการรักษา โดยช่วยลดอาการได้ยาวนานราว 12 สัปดาห์ หรือ 3 เดือน และสามารถทำการรักษาซ้ำได้ตามคำแนะนำ
ขั้นตอนการฉีดโบท็อกซ์ เพื่อรักษาไมเกรน
- การเตรียมตัว : แพทย์จะประเมินความเหมาะสมจากประวัติอาการ การแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่ รวมถึงการตอบสนองต่อการรักษาก่อนหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- บริเวณที่ฉีด : ฉีดรอบๆ ศีรษะ โดยเน้นบริเวณระหว่างคิ้ว หน้าผาก ท้ายทอย ต้นคอ และบ่า ซึ่งเป็นจุดที่ช่วยลดอาการปวดศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ปริมาณ : ประมาณ 100-200 ยูนิต ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยและการประเมินของแพทย์
- หลังการฉีด : ควรหลีกเลี่ยงการกดหรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด รวมถึงการออกกำลังกายหนัก เป็นเวลา 24 ชั่วโมงหลังฉีดยา รวมถึงงดทานแอลกอฮอล์ และสัมผัสความร้อนบริเวณที่ฉีดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดหัวมากขึ้นหรือบวมแดงบริเวณที่ฉีด ควรแจ้งแพทย์ทันที
2) การรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนเรื้อรังด้วยการใช้ยาต้านสารสื่อประสาท CGRP
- CGRP (Calcitonin Gene-Related Peptide) เป็นสารสื่อประสาทที่มีบทบาทสำคัญหลักในการเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน การยับยั้ง
การเกิดอาการด้วยการใช้ยาต้าน CGRP จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษา ทำให้สามารถป้องกันและควบคุมอาการปวดศีรษะไมเกรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยาต้าน CGRP มีกลไกการทำงานอย่างไร?
ยาต้าน CGRP (Calcitonin Gene-Related Peptide inhibitors) นับเป็นนวัตกรรมในการรักษาไมเกรนเรื้อรังแบบตรงจุด (targeted therapy) ที่มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัยในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบเดิม ตัวยาจะมีกลไกการทำงานโดยทำหน้าที่ปิดกั้นตัวรับ CGRP หรือไปจับกับโมเลกุล CGRP โดยตรงทำให้ CGRP ไม่สามารถจับกับตัวรับได้ ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและการส่งสัญญาณปวดในระบบประสาท
ยาต้าน CGRP มีประโยชน์อย่างไร?
ยาต้าน CGRP มีประสิทธิภาพในการป้องกันการปวดไมเกรน ลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน โดยสามารถลดจำนวนวันที่มีอาการปวดศีรษะได้ประมาณ 4-6 วันต่อเดือนในผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรัง ลดอาการข้างเคียง เช่นคลื่นไส้อาเจียน ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไมเกรนดีขึ้นอย่างไรก็ตาม การใช้ยาต้าน CGRP อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยและไม่รุนแรง เช่น ปวดที่จุดฉีด มีรอยแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นไข้
เปรียบเทียบการรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนด้วยโบท็อกซ์กับยาต้าน CGRP
| ลักษณะ | โบท็อกซ์ | ยาต้าน CGRP |
| กลไก | ยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทการปวด | ยับยั้ง CGRP โดยตรง |
| ความถี่ | ฉีดทุก 3 เดือน | ฉีดเดือนละครั้งหรือทุก 3 เดือน |
| การตอบสนอง | 30-50% | 30-70% |
| ผลข้างเคียง | พบปัญหาอ่อนแรงกล้ามเนื้อที่ฉีด | พบน้อยกว่า |
หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดศีรษะเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การฉีดโบท็อกซ์และการใช้ยาต้าน CGPR อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการรักษาที่เหมาะสม เพราะสามารถช่วยลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรนเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวด ซึ่งจะทำให้คุณสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสะดวกสบายมากขึ้น อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 1
