บริการเฉพาะทางสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจด้วยเทคโนโลยี Echocardiography ที่ครบวงจร นำโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมอุปกรณ์ทันสมัย เพื่อการประเมินสุขภาพหัวใจและค้นหาความผิดปกติได้อย่างละเอียดแม่นยำ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงเทคนิคขั้นสูง ช่วยให้สามารถตรวจพบโรคหัวใจได้แม้ในระยะเริ่มต้น
นวัตกรรมการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Echocardiography
1. การตรวจผ่านผนังหน้าอก (Transthoracic Echocardiogram)
วิธีมาตรฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในการตรวจหัวใจ ประกอบด้วย:
- การตรวจแบบสองมิติ (2D Echocardiography) เทคนิคพื้นฐานที่แสดงภาพการทำงานของหัวใจแบบเรียลไทม์ ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินโครงสร้างสำคัญ ทั้งขนาดห้องหัวใจ ความหนาของผนังกล้ามเนื้อ และการทำงานของลิ้นหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การตรวจแบบสามมิติ (3D Echocardiography) เทคโนโลยีขั้นสูงที่สร้างภาพหัวใจแบบสมจริงในทุกมิติ ช่วยให้แพทย์สามารถประเมนการทำงานของลิ้นหัวใจและห้องหัวใจในรายละเอียดที่ชัดเจนกว่าแบบสองมิติ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการวินิจฉัยและวางแผนรักษาโรคหัวใจซับซ้อน


- การตรวจผ่านหลอดอาหาร (Transesophageal Echocardiography: TEE)
เทคนิคพิเศษที่ใช้หัวตรวจความละเอียดสูงผ่านทางหลอดอาหาร ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับหัวใจ ทำให้ได้ภาพที่คมชัดเหนือกว่าการตรวจแบบปกติ เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับ:
- การตรวจหาลิ่มเลือดในห้องหัวใจ
- การวินิจฉัยการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ
- การประเมินความผิดปกติของลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นรั่วหรือตีบ
- การศึกษาภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด
3. “Strain Echo”
เป็นคำที่มักใช้เรียกการตรวจ Echocardiography ที่นำเทคนิค Strain Imaging มาใช้ควบคู่กัน ซึ่งเทคนิค Strain Imaging สามารถวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหัวใจโดยอาศัยข้อมูลจาก Echocardiography เพื่อตรวจจับการหดตัว และการขยายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจในมิติต่างๆ โดยสามารถใช้ร่วมกับการตรวจแบบ 2D หรือ 3D โดยเฉพาะเมื่อใช้เทคโนโลยี Speckle Tracking Echocardiography (STE) จะยิ่งเพิ่มความแม่นยำในการประเมิน และยังสามารถวินิจฉัยก่อนที่คนไข้จะมีความผิดปกติของหัวใจที่รุนแรง
การตรวจหัวใจในผู้ป่วยมะเร็ง
การตรวจ Strain Echocardiogram มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาซึ่งอาจส่งผลต่อหัวใจ (Cardiotoxicity) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดกลุ่ม Anthracyclines (เช่น Doxorubicin, Epirubicin) และยากลุ่ม HER2 inhibitors (เช่น Trastuzumab)
เทคโนโลยีนี้นำมาใช้คู่กับการทำ Echocardiogramสามารถตรวจพบความเปลี่ยนแปลงของหัวใจได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มที่จะเกิดอาการ (Early Detection) และช่วยให้แพทย์สามารถปรับแผนการรักษาได้ทันท่วงที ทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
กลุ่มผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง
- ผู้ป่วยมะเร็ง
- ผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจผิดปกติ
- ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- คนที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจ โดยมีอาการ เช่น เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก , หอบหรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ , ใจสั่น หรือ เหนื่อยเวลาออกกําลังกาย
- ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพหัวใจเชิงป้องกัน แม้ไม่มีอาการผิดปกติ
