หากพูดถึงโรคลมชักหรืออาการชัก หลายคนคงนึกถึงภาพมือเกร็ง แขนขาเกร็ง ชักกระตุก แต่คุณรู้ไหมว่า จริงๆ แล้วอาการชักมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมอง ทำให้บ่อยครั้งทั้งตัวผู้ป่วยและคนรอบข้างไม่ทราบว่าอาการที่เกิดขึ้นคืออาการของโรคลมชัก จึงทำให้กว่าจะได้รับการรักษาที่ตรงสาเหตุ…ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุร้ายแรงจากอาการชัก
โรคลมชัก แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ตามอาการชัก
ชนิดที่ 1 ชนิดชักเฉพาะที่ (Partial seizures)
สำหรับอาการชักชนิดชักเฉพาะที่นั้น เกิดจากกระแสไฟฟ้าในสมองผิดปกติเป็นเฉพาะบริเวณจำกัด โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ..
- อาการชักเฉพาะที่แบบธรรมดา (Simple partial seizures) ซึ่งอาการแสดงจะขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่ไฟฟ้าที่ผิดปกติ เช่น ถ้าไฟฟ้าออกมาจากบริเวณควบคุมการเคลื่อนไหว ก็ทำให้มีการกระตุกของหน้า แขน ขาด้านตรงกันข้าม (Jacksonian seizures) ถ้าไฟฟ้าออกมาจากบริเวณรับความรู้สึกหรืออารมณ์และความจำอาจทำให้มีอาการได้กลิ่นแปลกๆ เกิดภาพหลอน หูแว่ว รู้สึกคุ้นเคยอะไรสักอย่างมาก่อนที่จะเจอ หรือกลัว ตกใจง่าย
- อาการชักเฉพาะที่แบบซับซ้อน (Complex partial seizrues) หรือ psychomotor seizures เป็นชนิดของการชักที่พบบ่อยที่สุดในผู้ใหญ่และยากต่อการรักษา มักมีอาการประมาณไม่เกิน 3 นาที แม้ว่าขณะมีอาการคนไข้อาจดูเหมือนรู้สึกตัว… แต่จริงๆ แล้ว คนไข้ไม่รับรู้สภาพแวดล้อมและไม่ตอบสนองต่อคำพูดหรือคำสั่งตามปกติ จะนิ่ง เหม่อลอย หรือทำพฤติกรรมที่ซ้ำๆ ไม่มีจุดหมาย (automatism) เช่น เคี้ยวปาก มือจับสิ่งของไม่รู้ตัว หรือพูดคำซ้ำๆ โดยที่คนไข้จะไม่สามารถจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และหลังจากชักอาจรู้สึกสับสน หรือปวดศีรษะ ซึ่งอาการหลังชักอาจกินเวลาเป็นนาทีหรือชั่วโมงก็ได้
ชนิดที่ 2 ชนิดชักทั่วๆ ไป (Generalized seizures)
สำหรับอาการชักชนิดชักทั่วไป จะเกิดจากคลื่นไฟฟ้าผิดปกติและกระจายไปทั่วสมอง คนไข้จึงมักสูญเสียการรู้สึกตัว โดยสามารถแบ่งออกย่อยๆ ได้ดังนี้
- Absence seziures (ชักเหม่อ) เรียกว่า Petit mal มักพบมากในเด็ก อาการแสดง คือ เหม่อนิ่งเหมือนจ้องมองอย่างเหม่อลอย เป็นเวลา 5-10 วินาที มีการกะพริบตาถี่หรืออาจเลียริมฝีปาก โดยพบว่ากว่า 40% อาการจะหายไปตอนเข้าสู่วัยรุ่น แต่บางรายก็อาจยังหลงเหลืออาการชักกระตุกในตอนวัยผู้ใหญ่ ผู้ป่วยจะจำเหตุการณ์ระหว่างชักไม่ได้ ซึ่งอาการชักเหม่อ สามารถเกิดขึ้นได้หลายครั้งใน 1 วัน ทำให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเรียนของเด็กที่โรงเรียน
- Myoclonic seizures (ชักสะดุ้ง) เป็นการชักแบบที่กล้ามเนื้อหดตัวอย่างเร็วทันที โดยอาจจะภายในครั้งเดียวหรือหลายครั้ง และอาจเกิดกับกล้ามเนื้อส่วนใดก็ได้ อาการจะคล้ายโดนไฟฟ้าช็อต และการกระตุกแต่ละครั้งเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที
- Clonic seizures (ชักกระตุก) เป็นการชักแบบที่กล้ามเนื้อหดตัวเป็นจังหวะ ทำให้เกิดการกระตุก ซึ่งมักเกิดกับแขน คอ และใบหน้า อาการจะคล้ายๆ กับชักสะดุ้ง แต่เกิดนานกว่าเป็น 1-2 นาที
- Tonic seizures (ชักเกร็ง) เป็นการชักแบบที่กล้ามเนื้อแข็งเกร็งทันที ทำให้มีอาการเกร็งทั้งตัวอย่างกะทันหัน มักเป็นร่วมกับอาการไม่รู้สึกตัว ทำให้เสี่ยงที่จะล้มลงบนพื้นได้
- Tonic clonic seizure (ชักเกร็งกระตุกทั้งตัว) หรือเรียกว่า grand mal seizure หรือคนส่วนใหญ่เรียกว่า “ลมบ้าหมู” โดยอาการชักจะมีลักษณะ 2 ระยะ คือ เริ่มจากมีอาการเกร็ง ตามด้วยกระตุกทั้งตัว และหมดสติไม่รู้ตัว บางรายอาจพบปัสสาวะราด หรือกัดขอบลิ้น กระพุ้งแก้ม ทำให้มีแผลในปากได้ อาการชักชนิดนี้มักเป็นนาน 1-5 นาที
- Atonic seizures (ชักตัวอ่อน) เกิดการสูญเสียการตึงตัวของกล้ามเนื้อทันที ทำให้อ่อนเปลี้ยทั้งตัวทันที ซึ่งส่งผลให้มีโอกาสล้มลง เสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้
หากสังเกตเห็นความผิดปกติเกิดขึ้น อย่ามัวนิ่งนอนใจ เพราะแม้ว่าโรคลมชักจะไม่อันตรายถึงชีวิตโดยทางตรง แต่ก็อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงในทางอ้อมกับผู้ป่วยได้ ดังนั้น ควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุและรักษาให้ตรงจุด เพื่อหยุดอาการชัก… แล้วกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่คุณฝันต่อไป!!
นพ. ทินนกร ยาดี
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท
ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 2
