โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบที่ป้องกันได้

Image

แชร์


โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบที่ป้องกันได้

ในผู้สูงอายุ จะมีโรคที่มาพร้อมกับความเสื่อมของความชรามากมาย ซึ่งโรคหนึ่งที่มีแนวโน้มพบมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ “โรคกระดูกพรุน” อันเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของการปรับแต่งกระดูก หรือการผลัดเปลี่ยนของเนื้อกระดูก ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของร่างกายที่มีการซ่อมสร้างสภาพกระดูกเพื่อให้แข็งแรงคงทน

 

แต่หากว่า มีเหตุทำให้เกิด “ความไม่สมดุลของการปรับแต่งกระดูก” นั่นคือมีการสลายของเนื้อกระดูกมากกว่าการสร้างทดแทน จะทำให้กระดูกผุกร่อนไปเรื่อยๆ จนสูญเสียความแข็งแรง ปริมาณและปริมาตร ความสามารถในการรับแรงกระแทกหรือแรงจากภายนอกก็ลดลง จนก่อให้เกิดกระดูกหักทรุดได้ง่าย

 

เมื่อกระดูกพรุน เราอาจสังเกตได้จากส่วนสูงที่ลดลง มีหลังค่อมมากขึ้น หรือในบางรายอาจเกิดการหักที่กระดูกสะโพกหรือกระดูกสันหลัง ซึ่งจัดว่าเป็นการหักที่ร้ายแรงมาก ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ดีเหมือนอย่างเคย ก่อให้เกิดผลเสียอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของคนไข้และคนรอบข้าง เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องนอนติดเตียง ก็จะเสียค่าใช้จ่ายในการรักษามาก และยังก่อให้เกิดผลร้ายแรงอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 

ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญกับปัญหานี้ด้วยการคัดกรองป้องกัน และดูแลตนให้เกิดภาวะกระดูกพรุนน้อยลงหรือช้าที่สุด

 

สำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกพรุนหรือกระดูกหัก ในทางการแพทย์แล้ว จะพยายามรักษาเพื่อไม่ให้เกิดการหักซ้ำ ซึ่งหลักการก็คือ จะต้องทำให้ความสมดุลของกระดูกนั้นคงที่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องได้กำไร หรือมีการสร้างมากกว่าการทำลาย หรืออย่างน้อยที่สุดต้องชะลอการสูญเสียกระดูกให้เกิดช้าที่สุด

กระดูกถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหนึ่งของกระดูกพรุนรุนแรง

คนที่เป็นโรคกระดูกพรุนแล้วจะเกิดกระบวนการของการสลายกระดูกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้กระดูกพรุนรุนแรงมากขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปหรือมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักตัวน้อยมาก ขาดการบริโภคแคลเซียมและวิตามินดี ทานกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน สูบบุหรี่ ไม่โดนแดด ใช้ยาสเตียรอยด์สม่ำเสมอ เป็นโรคตับเรื้อรัง โรคไตวาย โรครูมาตอยด์ ใช้ยาละลายลิ่มเลือด ปัจจัยที่กล่าวมานี้ก็จะทำให้เกิดการสลายของกระดูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ส่วนผู้สูงอายุ มักจะมีโรคร่วมคือ กล้ามเนื้อสะโพกอ่อนแรง อันมีสาเหตุมาจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม ทำให้โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ เกิดกระดูกงอกและพังผืดไปเบียดทับเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อสะโพกและกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เพิ่มความเสี่ยงเกิดการลื่นเสียหลักหกล้ม เดินสะดุดขาตัวเอง เนื่องจากกล้ามเนื้อไม่มีแรง หรือว่าเท้ากระดกไม่ขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่กระดูกพรุนจึงมักมีการหักของกระดูกตามมาอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ปัจจัยและความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ในคนผอมมากกว่าคนอ้วน คนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย และที่พบบ่อยมาก คือผู้หญิงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เพราะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนจะมีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะระยะช่วง 10 ปีแรกหลังประจำเดือนหมด จากการที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งมีหน้าที่กระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้ไปหยุดยั้งการทำลายของเซลล์สลายกระดูกนั้นลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ปกติจะเสียสูญเสียมวลกระดูกประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี อาจเพิ่มเป็น 5-7 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคกระดูกพรุนอีกหลายอย่าง เช่น

  • ผู้หญิงตัวเล็ก ผิวขาว น้ำหนักตัวน้อย คือดัชนีมวลกายน้อยกว่า 19 หรือน้ำหนักตัวน้อยกว่า 50 กิโลกรัมลงไปในคนที่สูงไม่เกิน 160 ซม.
  • การไม่โดนแดด ทำให้ขาดวิตามิน D
  • ไม่รับประทานแคลเซียม ผลิตภัณฑ์จากนม ไม่ทานผัก
  • มีประวัติญาติฝ่ายมารดากระดูกหักจากแรงกระแทกที่ไม่รุนแรง
  • เป็นโรคไขข้อแบบรูมาตอยด์ โรคไตวาย โรคตับเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเพรดนิโซโลนหรือสเตียรอยด์เป็นประจำ
  • เป็นโรคมะเร็งกระดูก
  • ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  • ทานยาละลายลิ่มเลือด
  • มีประวัติลื่นหกล้มบ่อยๆ

วิธีการป้องกันโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนสามารถป้องกันและรักษาได้ แต่คนส่วนใหญ่มักมีความคิดว่า เมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องเป็นโรคกระดูกพรุนตามธรรมชาติของร่างกาย จึงไม่คิดที่จะดูแลหรือรักษา จึงนับเป็นความ น่าเสียดายอย่างยิ่ง

 

การป้องกันควรแบ่งเป็นช่วงอายุ โดยในช่วงวัยเด็ก ควรบริโภคนมหรือผลิตภัณฑ์จากนมให้มาก รวมทั้งกระตุ้นให้มีการออกกำลังกายแบบมีแรงกระแทก เช่น วิ่ง กระโดดเชือก กระโดดตบ บาสเกตบอล วอลเลย์บอล ฟุตบอลทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงแนะนำให้มีการเล่นกีฬาที่ไม่ต้องมีการปะทะเช่น แบดมินตัน วอลเลย์บอล กระโดดเชือก

  • วัยผู้ใหญ่ ควรกระตุ้นให้มีการออกกำลังกายแบบมีการกระแทกน้ำหนัก เช่น วิ่ง กระโดดเชือก ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
  • วัยสูงอายุ การออกกำลังกายแบบมีแรงกระแทกอาจไม่เหมาะสม เพราะอาจส่งผลต่อข้อเข่า จึงแนะนำให้เป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกเพียงเบาๆ เช่น การเดิน การเต้นรำ เต้นลีลาศ รวมถึงการออกกำลังกายแบบการทรงตัว มวยจีน เพื่อฝึกกล้ามเนื้อสะโพกให้มีการทรงตัวที่ดี โดยการฝึกยืนขาเดียวบ่อยๆ ทั้งนี้ต้องมีที่สำหรับยึดเกาะขณะบริหารร่างกายเพื่อกันการล้มด้วย

 

นพ. จิระเดช ตุงคะเศรณี

ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลัง

ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2
Loading...

แชร์


Loading...