เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อลดน้ำหนัก

Image

แชร์


เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อลดน้ำหนัก

การผ่าตัดแบบส่องกล้องเกิดขึ้นในโลกครั้งแรกราวปี 1989 และแพร่หลายเข้ามาในทวีปเอเชียรวมทั้งประเทศไทยในราวปี 1992 แม้ว่าคนไทยจะคุ้นเคยกับนวัตกรรมการผ่าตัดแบบนี้มาแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ความก้าวล้ำของวงการแพทย์ในการคิดค้นเทคนิค วิธีการ รวมถึงการพัฒนาด้านเครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ ก็ยังคงก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเป้าหมายคือการผ่าตัดรักษาที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยได้ครอบคลุม และมีผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

การผ่าตัดส่องกล้องที่คุณหมอเชี่ยวชาญ

นพ.สุทธจิต ลีนานนท์ เป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดส่องกล้อง ทั้งยังเป็นหัวหน้าศูนย์ศัลยกรรมผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้องชั้นสูง ซึ่งมีความสามารถและประสบการณ์ในการผ่าตัดมาอย่างยาวนาน คุณหมอได้เล่าถึงการผ่าตัดผ่านกล้องว่า…

“โรคใดก็ตามที่ผ่าตัดแบบเปิดแผลใหญ่ได้ และยังสามารถใช้การผ่าตัดแบบส่องกล้องได้ด้วย ก็ควรเลือกใช้วิธีการผ่าตัดส่องกล้อง เช่น การผ่าตัดปอด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการแทรกซ้อนของการผ่าตัดปอดมักจะเกิดจากการผ่าตัดแบบที่ต้องเปิดแผล แต่การผ่าตัดแบบส่องกล้องจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อน ทำให้ผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยลดลงมาก อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือการผ่าตัดลดความอ้วน ที่สมัยแรกๆ แพทย์จะใช้วิธีการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมาก เนื่องจากแรงตึงของผนังช่องท้องในคนอ้วนจะมีสูง ผลที่ตามมาคือแผลแยกซึ่งเกิดขึ้นเยอะมาก และทำให้เกิดการติดเชื้อหลังการผ่าตัด ปัจจุบันการผ่าตัดลดความอ้วนแบบเปิดมีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอยู่ที่ 5% แต่หากเลือกวิธีการผ่าตัดลดความอ้วนแบบส่องกล้องจะมีอัตราการเสียชีวิตเพียง 0.03% เท่านั้น”

ผ่าตัดส่องกล้องลดน้ำหนัก รักษาโรคอ้วน

คุณหมอสุทธจิต นับเป็นหนึ่งในศัลยแพทย์ไทยที่ได้พัฒนาและคิดค้นเทคนิคการผ่าตัดลดความอ้วน จนเป็นที่ยอมรับจากสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำอย่างกว้างขวาง ซึ่งศูนย์ศัลยกรรมผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้องชั้นสูง โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้นำเทคโนโลยีการผ่าตัดแบบส่องกล้องมาใช้เพื่อการผ่าตัดลดความอ้วนภายใต้แนวทาง “เพื่อลดการดูดซึม” และ “เพื่อจำกัดปริมาณอาหาร”

เมื่อคนไข้เข้ามาปรึกษาเรื่องการผ่าตัดลดความอ้วน คุณหมอจะอธิบายถึงรายละเอียดต่างๆ ทั้งข้อเด่น ข้อด้อย ข้อจำกัดของการผ่าตัดลดความอ้วนประเภทต่างๆ ให้คนไข้ได้ทราบ เพื่อการตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะกับตนเอง โดยคุณหมอจะวางแนวทางการรักษาให้สอดคล้องกับตัวคนไข้ และคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงผลที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งแนวทางการผ่าตัดและการรักษานั้นมีหลายแบบ เช่น

  • Teller med ได้แก่ Gastic Bypass จะมี Bypass Segment เป็นตัวช่วยซึ่งให้ผลดีในการผ่าตัด แต่หลังจากนั้นหนึ่งปี ร่างกายจะกลับมาเหมือนเดิม
  • Gastic Sleep คือการผ่าตัดทำให้กระเพาะเล็กลง เพื่อจำกัดปริมาณอาหาร
  • Gastic Bending เป็นวิธีที่ทำง่ายที่สุด แต่มักมีผลแทรกซ้อนในระยะแรก
  • Gastic Balloon คือการเอาบอลลูนใส่เข้าไปในกระเพาะอาหารไว้ระยะหนึ่ง ซึ่งในรายที่ได้ผลจะใช้เวลาเพียง 3 เดือนน้ำหนักก็ลดลง จากนั้นแพทย์จะทำการเจาะบอลลูนให้แตก ซึ่งวิธีนี้อาจส่งผลให้คนไข้อาเจียนได้ ในรายที่อาเจียนหนักมากจะต้องเอาลูกโป่งออกทันที เมื่อคนไข้น้ำหนักลดแล้ว หลังเอาบอลลูนออก อาจจะเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ที่ทำให้คนไข้กลับมาอ้วนเหมือนเดิมได้

ซึ่งนอกจากการผ่าตัดลดความอ้วนแล้ว คุณหมอยังได้นำการผ่าตัดแบบส่องกล้องมาใช้กับการผ่าตัดในหลายๆ โรค เช่น การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี การผ่าตัดลำไส้ใหญ่ การผ่าตัดไต การผ่าตัดไส้ติ่ง และการผ่าตัดไส้เลื่อน เป็นต้น
         

“หมอภูมิใจทุกครั้งที่ได้ผ่าตัดรักษาคนไข้ให้เขาได้กลับมามีชีวิตที่ดีขึ้น ตัวคนไข้เองเขาก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองมากขึ้นกับรูปร่างใหม่ และยังขอบคุณที่หมอดูแลเขาเป็นอย่างดีด้วย เพราะเหมือนว่าเราได้ให้ชีวิตใหม่เขา พอเขามีความมั่นใจในรูปร่างมากขึ้น ก็จะเริ่มกลับมาดูแลตัวเอง และมีกำลังใจในการดูแลคนรอบข้าง รวมถึงส่งพลังดีๆ ต่อไปยังสังคมแบบอัตโนมัติอีกด้วย”

 

พล. ท. นพ. สุทธจิต ลีนานนท์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดส่องกล้อง
ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...

เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อลดน้ำหนัก