จากข้อมูลของ WHO หรือองค์การอนามัยโลก พบว่าในปี 2020 มีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่มากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม และมีอัตราการตายสูงที่สุดเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ
และเมื่อพูดถึงหัตถการทางด้านทรวงอกและหลอดลม ต้องยอมรับว่า! ในปัจจุบัน มีการใช้กับเรื่องของโรคมะเร็งค่อนข้างมาก ทั้งมะเร็งยังเป็นปัญหาสำคัญทางด้านสุขภาพที่ยังต้องการการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ รวมถึงคิดค้นนวัตกรรมการรักษาอยู่เสมอ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การตรวจแบบ EBUS-TBNA ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้
EBUS-TBNA คือการตรวจแบบไหน?
EBUS-TBNA หรือที่เราเรียกว่า Endobronchial Ultrasound Guided Transbronchial Needle Aspriation นำมาใช้เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งไม่ใช่แค่การตรวจวินิจฉัยหามะเร็งปอดได้เพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถวินิจฉัยโรคเนื้องอกในหลอดลม วัณโรค และโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ โดยขั้นตอนการตรวจ “แพทย์จะทำการเจาะดูดเนื้อเยื้อบริเวณข้างหลอดลมด้วยกล้องอัลตร้าซาวด์” เป็นการผ่าตัดเล็กซึ่งมีความปลอดภัย ใช้สำหรับตรวจวินิจฉัยคนไข้ที่มีก้อนบริเวณข้างหลอดลม แพทย์จะนัดคนไข้ให้เข้ามาทำการส่องกล้อง ซึ่งเป็นการส่องผ่านช่องปากลงไปยังหลอดลม ทั้งนี้ ตัวกล้องจะมีขนาดเล็กจึงสามารถนาบอยู่บริเวณข้างหลอดลม แล้วปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวด์เพื่อแสดงผลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในจุดที่แพทย์สงสัย จากนั้นแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเพื่อดูดชิ้นเนื้อ และส่งให้พยาธิแพทย์ตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการต่อไป
จุดเด่นของการรักษาด้วย EBUS-TBNA
ในการตรวจแบบเดิม ผู้ป่วยต้องอยู่ในโรงพยาบาลและพักฟื้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ทว่า การตรวจด้วย EBUS-TBNA จะช่วยลดความเสี่ยงในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวและไม่สามารถดมยาสลบได้ นอกจากนี้ ยังลดวันนอนโรงพยาบาลและผลข้างเคียง เมื่อเทียบกับการตรวจโดยวิธีมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม การตรวจนี้อาจมีข้อจำกัดในเรื่องของเครื่องมือและบุคลากร เนื่องจากต้องทำโดยอายุรแพทย์โรคปอดที่มีความเชี่ยวชาญ
EBUS-TBNA มีข้อจำกัดในการตรวจอย่างไรบ้าง?
เนื่องจากกล้อง EBUS-TBNA ต้องอาศัยการขนาบข้างหลอดลม เพราะฉะนั้นกรณีที่คนไข้มีก้อนที่หลอดลมจนกล้องไม่สามารถผ่านไปถึง ก็จะไม่สามารถตรวจได้ อย่างเช่น ในกรณีที่มีก้อนในบริเวณที่ชิดผนังทรวงอก อาจจะต้องทำการใช้เข็มเจาะผ่านบริเวณผนังทรวงอกแทน นอกจากนี้ประสิทธิผลของการทำ EBUS-TBNA จะอยู่ที่ 60%-90% ขึ้นกับพยาธิกำเนิดโรคของคนไข้ กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ที่ทำการตรวจ
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ EBUS-TBNA
- ผู้ป่วยต้องพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ทำการประเมินโรค และพิจารณาถึงความพร้อมในการเข้ารับการผ่าตัด
- ให้ข้อมูลด้านโรคประจำตัว และยาที่คนไข้ทานอยู่เป็นประจำ
- เจาะเลือดดูค่าความเข้มข้นเลือดและค่าการแข็งตัวของเลือด
- ควรงดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัด อย่างน้อย 6 ชั่วโมง
- ทานยาโรคประจำตัวตอนเช้าให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด
- ควรหยุดยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด ประมาณ 5-7 วัน ก่อนการผ่าตัด
ควรดูแลตัวเองอย่างไร? หลังเข้ารับการตรวจด้วยวิธี EBUS-TBNA
EBUS-TBNA เป็นรูปแบบการผ่าตัดเล็ก เพราะฉะนั้นคนไข้สามารถฟื้นตัวได้ทันทีหลังจากการทำหัตถการเสร็จหรือไม่เกิน 1 ชั่วโมง จากนั้นสามารถทานอาหารและยาได้ตามปกติ นอนพักเพื่อดูอาการที่โรงพยาบาลเพียง 1 วัน หลังจากนั้นก็กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ข้อควรระวังหลังการตรวจ
หากมีอาการไอ มีเสมหะปนเลือด ไม่ควรเค้นไอ หากมีไข้สูงหลังกลับไป หรือมีอาการหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก คนไข้สามารถกลับมาพบแพทย์ก่อนนัดหมายได้
แชร์ประสบการณ์เคสคนไข้ที่น่าสนใจ
แพทย์ได้พบคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งได้รับการผ่าตัดรักษา และทำเคมีบำบัดจนหายดีแล้ว โดยคนไข้ได้เข้ามาปรึกษาด้วยเรื่องวัณโรคปอด และได้รับยาวัณโรคกลับไป หลังจากที่ได้รับยาโรควัณโรคครบ 6 เดือนแล้ว แพทย์ได้ส่งตรวจเพื่อทำ CT-Scan ซ้ำ พบว่ามีต่อมน้ำเหลืองในบริเวณข้างหลอดลมโตขึ้น ซึ่งไม่สัมพันธ์กับอาการวัณโรค แพทย์จึงทำ EBUS-TBNA เจาะชิ้นเนื้อบริเวณนั้นไปตรวจ ปรากฏว่าผลชิ้นเนื้อที่ออกมา คือคนไข้เป็นมะเร็งลำไส้ระยะแพร่กระจายมาบริเวณข้างหลอดลม การทำ EBUS-TBNA ในครั้งนั้นทำให้คนไข้ได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างรวดเร็ว และสามารถรักษาโรคมะเร็งลำไส้ได้เร็วขึ้น
