โรคถุงน้ำในไต ไม่ค่อยมีอาการ แต่ตรวจพบได้ด้วยการอัลตราซาวด์

Image

แชร์


โรคถุงน้ำในไต ไม่ค่อยมีอาการ แต่ตรวจพบได้ด้วยการอัลตราซาวด์

โรคถุงน้ำในไต (Cystic kidney disease) เกิดจากภายในไตมีซีสต์หรือถุงน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ไตโตขึ้น และเมื่อถุงน้ำโตขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มไปเบียดเนื้อไตที่ยังปกติ ทำให้เนื้อไตเกิดความเสียหาย นำมาซึ่งอาการไตวายได้ในที่สุด โดยสาเหตุของการเกิดโรคถุงน้ำในไตนั้นเกิดได้ทั้งจากพันธุกรรมและไม่ใช่จากพันธุกรรม

โรคถุงน้ำในไตจากพันธุกรรม

โรคถุงน้ำในไตจากพันธุกรรมที่พบบ่อย ได้แก่

  1. Polycystic kidney disease ซึ่งมีอยู่สองประเภท คือ
    • ถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมแบบยีนเด่น เรียกว่า ADPKD มักพบได้บ่อยกว่า และแบบ
    • ถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมแบบยีนด้อย เรียกว่า ARPKD โดยมักมีตรวจพบอาการท้องโตและถุงน้ำในไตทั้งสองข้างจำนวนมาก ไตจะมีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงอาจมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไตร่วมด้วย
  1. Medullary cystic kidney disease มักไม่แสดงอาการ ตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพ เช่น การทำอัลตราซาวด์

โรคถุงน้ำในไตที่ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม

โรคถุงน้ำในไตที่ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมที่พบบ่อย ได้แก่

  1. Simple kidney cyst เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มักไม่แสดงอาการ จะสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้นรวมถึงโรคประจำตัว เช่น โรคไตเรื้อรัง
  2. Multicystitc dysplastic kidney disease เกิดจากการพัฒนาที่ผิดปกติขณะเป็นตัวอ่อน ลักษณะเนื้อไตจะถูกแทรกด้วยถุงน้ำขนาดเล็กจำนวนมาก มักพบแต่กำเนิดจากการอัลตราซาวด์ แต่พบไม่บ่อย
  3. Medullary sponge kidney เกิดถุงน้ำที่ท่อไตแต่กำเนิด มักไม่แสดงอาการ แต่อาจพบการติดเชื้อหรือทำให้เกิดนิ่วในไตได้

อาการแสดงและการวินิจฉัยโรคถุงน้ำในไต

ผู้ป่วยโรคถุงน้ำในไตอาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพด้วยการทำอัลตราซาวด์หรือสแกนคอมพิวเตอร์ ส่วนอาการที่อาจพบได้ มีดังนี้

  • ปวดหลังบริเวณบั้นเอว
  • ปัสสาวะเป็นเลือด
  • ปัสสาวะเป็นกรวดทรายจากนิ่วในไต
  • ความดันสูง
  • ปัสสาวะติดเชื้อ
  • ท้องโตคลำได้ก้อน

การติดตามการดำเนินโรคและการรักษาถุงน้ำในไต

เนื่องจากถุงน้ำในไตบางประเภทต้องวินิจฉัยเพื่อแยกกับเนื้องอกมะเร็งที่ไต จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตาม ซึ่งการรักษาส่วนมากไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหากไม่มีอาการแทรกซ้อน ไม่มีลักษณะโตเร็ว หรือลักษณะที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง การรักษาจึงเป็นการรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำ และคอยติดตามอาการ รวมถึงประเมินผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ

คำแนะนำในการดูแลตนเองและการเฝ้าระวัง 

  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  2. เลี่ยงการรับประทานอาหารเค็มหรือมีโซเดียมสูง
  3. ตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด
  4. หากมีอาการไข้ ปวดบั้นเอวมาก ปัสสาวะเป็นเลือด ให้รีบไปโรงพยาบาล
  5. ระวังการกระทบกระแทกบริเวณบั้นเอวในตำแหน่งที่มีถุงน้ำที่ไต
Loading...

แชร์


Loading...
Loading...