สัญญาณเตือนโรคสมองเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

Image

แชร์


สัญญาณเตือนโรคสมองเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

เมื่ออาการเล็กน้อย อาจเป็นสัญญาณที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์

เด็กทุกคนมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน แต่หากลูกมีอาการผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือมีอาการที่รุนแรงขึ้น อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของสมองหรือระบบประสาท ซึ่งการได้รับการประเมินและวินิจฉัยอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อาจช่วยให้เด็กได้รับการดูแลรักษาและฟื้นฟูได้อย่างทันท่วงที

 

บทความนี้รวบรวม 7 สัญญาณเตือนสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม พร้อมแนวทางสังเกตอาการเบื้องต้น

 

โรคสมองเด็กคืออะไร?

โรคสมองเด็ก (Pediatric Neurological Disorders) เป็นกลุ่มโรคที่ส่งผลต่อสมอง ไขสันหลัง เส้นประสาท หรือการทำงานของระบบประสาทในเด็ก โดยอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

    • ความผิดปกติแต่กำเนิด
    • พันธุกรรม
    • ภาวะขาดออกซิเจนระหว่างคลอด
    • การติดเชื้อ
    • การบาดเจ็บที่ศีรษะ
    • เนื้องอกหรือความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง
    • โรคทางระบบประสาทบางชนิด

โรคเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหว การเรียนรู้ พัฒนาการ ภาษา พฤติกรรม หรือการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กในระดับที่แตกต่างกัน

 

7 สัญญาณเตือนโรคสมองเด็กที่ควรรีบพบแพทย์

1. พัฒนาการช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน

หากลูกมีพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งล่าช้ากว่าที่ควร เช่น

    • ยังไม่ชันคอ
    • ยังไม่นั่ง
    • ยังไม่คลาน
    • ยังไม่เดิน
    • พูดช้ากว่าปกติ
    • ไม่ตอบสนองต่อการเรียกชื่อ

อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติด้านพัฒนาการหรือระบบประสาท ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยกุมารแพทย์

 

2. มีอาการชัก หรือหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการชักในเด็กอาจมีหลายลักษณะ เช่น

    • เกร็งทั้งตัว
    • กระตุกเฉพาะแขนหรือขา
    • เหม่อลอย
    • ตาค้าง
    • ไม่ตอบสนองชั่วขณะ

แม้อาการจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ก็ควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับโรคลมชัก หรือความผิดปกติของสมองบางชนิด

 

3. ปวดศีรษะรุนแรงหรือปวดบ่อยผิดปกติ

อาการปวดศีรษะพบได้ในเด็กหลายสาเหตุ แต่หากมีลักษณะดังต่อไปนี้อาการเหล่านี้อาจต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ ควรรีบพบแพทย์

    • ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
    • ปวดจนตื่นกลางดึก
    • ปวดร่วมกับอาเจียน
    • ปวดร่วมกับตามัว
    • ปวดร่วมกับแขนขาอ่อนแรง

 

4. แขนหรือขาอ่อนแรง เดินผิดปกติ หรือเสียการทรงตัว

หากเด็กมีอาการดังต่อไปนี้ อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสมอง กล้ามเนื้อ หรือระบบประสาท จึงควรได้รับการตรวจวินิจฉัย

    • เดินเซ
    • ล้มบ่อย
    • เดินเขย่งผิดปกติ
    • ใช้แขนขาไม่เท่ากัน
    • มือไม่มีแรง
    • จับของหลุดบ่อย

 

5. ศีรษะโตเร็วผิดปกติ หรือศีรษะเล็กกว่ามาตรฐาน

โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี การวัดรอบศีรษะเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามพัฒนาการ หากพบว่า

    • รอบศีรษะโตเร็วผิดปกติ
    • กระหม่อมโป่งตึง
    • ศีรษะเล็กกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง

แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อประเมินสาเหตุของความผิดปกติ

 

6. พฤติกรรมหรือการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

หากเด็กที่เคยมีพัฒนาการปกติ เริ่มมีอาการ เช่น

    • ความจำลดลง
    • สมาธิสั้นลงอย่างชัดเจน
    • พฤติกรรมเปลี่ยนไป
    • เรียนถดถอย
    • สูญเสียทักษะที่เคยทำได้

ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบประสาทหรือโรคอื่นที่ส่งผลต่อสมอง

 

7. มีอาการอ่อนแรงของใบหน้า แขน หรือขาเฉียบพลัน

แม้โรคหลอดเลือดสมองจะพบในเด็กได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ แต่สามารถเกิดขึ้นได้ หากเด็กมีอาการ

    • หน้าเบี้ยว
    • พูดไม่ชัด
    • แขนหรือขาอ่อนแรงทันที
    • เดินไม่ได้เฉียบพลัน
    • ซึมลงอย่างรวดเร็ว

ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม

 

เมื่อใดควรพาลูกพบแพทย์

การได้รับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถวางแผนการตรวจ การรักษา และการฟื้นฟูได้เหมาะสมกับสาเหตุของโรคในเด็กแต่ละราย ควรพาลูกมาพบแพทย์ หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีอาการชักครั้งแรก
  • ปวดศีรษะรุนแรงหรือปวดต่อเนื่อง
  • แขนขาอ่อนแรง
  • เดินผิดปกติ
  • พัฒนาการล่าช้า
  • ศีรษะโตเร็วผิดปกติ
  • พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
  • มีอาการซึม ไม่รู้สึกตัว หรือหมดสติ

 

การวินิจฉัยโรคสมองเด็กทำอย่างไร?

แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจระบบประสาทอย่างละเอียด จากนั้นอาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้ เช่น

  1. การตรวจประเมินพัฒนาการ
  2. การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG)
  3. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Brain)
  4. การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI Brain)
  5. การตรวจเลือด
  6. การตรวจทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางราย

ทั้งนี้ การเลือกตรวจขึ้นอยู่กับอาการ อายุ และดุลยพินิจของแพทย์

 

การดูแลรักษาโรคสมองเด็ก

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค อาจประกอบด้วย

  1. การใช้ยา
  2. กายภาพบำบัด
  3. กิจกรรมบำบัด
  4. การฝึกพูด
  5. การฟื้นฟูพัฒนาการ
  6. การผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย
  7. การติดตามอาการอย่างต่อเนื่องโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ

 

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง

สิ่งสำคัญคือการสังเกตพัฒนาการและพฤติกรรมของลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหรือมีอาการรุนแรง ไม่ควรรอให้อาการหายเอง เพราะการได้รับการประเมินจากแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ทราบสาเหตุและวางแผนการดูแลได้เหมาะสมมากขึ้น

 

การดูแลเด็กที่มีโรคทางสมองหรือระบบประสาทมักอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ปกครอง กุมารแพทย์ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทเด็ก และทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและพัฒนาการของเด็กในระยะยาว

 

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q : เด็กทุกคนที่พัฒนาการช้าจะเป็นโรคสมองหรือไม่ ?

A : ไม่เสมอไป พัฒนาการช้าอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การได้โอกาสฝึกทักษะไม่เพียงพอ ปัญหาการได้ยิน หรือโรคอื่น ๆ จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

 

Q : อาการชักจากไข้สูงเป็นโรคสมองหรือไม่ ?

A : อาการชักจากไข้สูงพบได้ในเด็กบางช่วงวัย และไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะมีโรคทางสมองร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม เด็กที่มีอาการชักควรได้รับการประเมินจากแพทย์ทุกครั้ง โดยเฉพาะหากเป็นการชักครั้งแรก ชักนาน หรือมีลักษณะผิดปกติ

 

Q : ปวดศีรษะในเด็กทุกครั้งต้องตรวจ MRI หรือไม่ ?

A : ไม่จำเป็น เด็กส่วนใหญ่สามารถประเมินสาเหตุได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะพิจารณาความจำเป็นในการตรวจเพิ่มเติมตามอาการและข้อบ่งชี้ของแต่ละราย

 

Q : เด็กที่เดินช้ากว่าปกติควรเริ่มพบแพทย์เมื่อไร ?

A : หากผู้ปกครองกังวลว่าพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของลูกล่าช้ากว่าเกณฑ์ หรือมีอาการร่วม เช่น แขนขาเกร็ง อ่อนแรง หรือเดินผิดปกติ ควรพาเด็กเข้ารับการประเมินโดยกุมารแพทย์

 

สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาทต่อการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็ก หากผู้ปกครองสังเกตพบความผิดปกติ เช่น พัฒนาการล่าช้า อาการชัก ปวดศีรษะรุนแรง แขนขาอ่อนแรง เดินผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ไม่ควรละเลยหรือรอให้อาการดีขึ้นเอง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติทางสมองหรือระบบประสาทที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์

 

การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้สามารถค้นหาสาเหตุ วางแผนการดูแล และให้การรักษาที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละรายได้อย่างทันท่วงที ซึ่งอาจส่งผลดีต่อพัฒนาการและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

 

ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ทีมกุมารแพทย์และกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท พร้อมด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพ ร่วมดูแลเด็กตั้งแต่การประเมินพัฒนาการ การวินิจฉัย ไปจนถึงการวางแผนการรักษาและการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงความต้องการของเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเติบโตได้เต็มศักยภาพตามช่วงวัย

Loading...

แชร์


Loading...

สัญญาณเตือนโรคสมองเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม