“เต้านม” เป็นอวัยวะที่สำคัญกับคุณผู้หญิง ที่ต้องดูแล และตรวจสุขภาพเต้านมอยู่เสมอ จากสถานการณ์โรคมะเร็งของไทย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (Health Data Center) พบว่า หญิงไทย พบเป็นมะเร็งเต้านมมากที่สุด ส่วนมาก พบในหญิงอายุ 60 ปี ขึ้นไป มากที่สุดจำนวน รองลงมา คือ อายุ 50 – 59 ปี ราย และ อายุ 40 – 49 ปี หากนิ่งนอนใจ จะนำพาไปสู่โรคร้าย
วรุโณทัย วรวะลัย นักรังสีเทคนิคชำนาญการ รพ.พญาไท 2 กล่าวว่า ปัจจุบันผู้หญิงให้ความสนใจเรื่องสุขภาพร่างกายของตัวเองเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมที่อายุการเป็นน้อยลงเรื่อย ๆ คุณผู้หญิงควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน และตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมระบบดิจิทัล เนื่องจากระยะแพร่กระจายจะอยู่ที่ 1-2 ปี ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ทำให้สามารถตรวจได้ครอบคลุม และแม่นยำมากขึ้น เพื่อสามารถค้นหาความผิดปกติ รู้เร็ว รีบรักษา มีโอกาสหายสูง
ผู้หญิงควรตรวจเต้านมเมื่ออายุเท่าไหร่
โดยทั่วไปผู้หญิงควรเข้ารับการตรวจที่อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยตรวจปีละครั้ง แต่หากคุณมีความเสี่ยง มีประวัติว่าในครอบครัว หรือญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมควรเข้ารับการตรวจตั้งแต่อายุ 35 ปี โดยสามารถเข้าพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อได้รับคำแนะนำถึงความเสี่ยง
เฉพาะเพศหญิงหรือไม่ที่เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ?
“ไม่ใช่เฉพาะเพศหญิง เพศชายก็สามารถเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่จะพบได้น้อยกว่า และสามารถตรวจพบได้ง่ายกว่า” อาทิ คลำพบเจอก้อนเนื้อที่เต้านม เนื่องจากเนื้อเต้านมจะน้อยกว่าเพศหญิง คุณผู้หญิงหลายคนที่พบก้อนเนื้อเล็ก ๆ จะสามารถคลำเจอยากกว่าเพศชาย หรือคลำไม่เจอ จึงทำให้เจอช้ากว่าผู้ชาย เหตุปัจจัยที่คุณผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าคุณผู้ชาย เป็นผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายที่มีเยอะกว่า จึงมีโอกาสสูงกว่าเพศชายนั่นเอง
“ไม่ว่าจะเพศไหน แนะนำว่าควรเข้ารับการตรวจความเสี่ยงมะเร็งเต้านมที่โรงพยาบาลเป็นประจำทุกปี หรือมาตรวจเมื่อพบความผิดปกติ”
ช่วงอายุใดเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
ช่วงอายุที่เสี่ยงต่อการมะเร็งเต้านม คือ ช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เพราะในช่วงอายุนี้จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าช่วงวัยอื่น เนื่องจากอายุที่มากขึ้น เซลล์ในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยอื่น ๆ ในร่างกาย
ความถี่ของการตรวจมะเร็งเต้านม
ในกรณีที่เป็นการตรวจคัดกรองในคนที่ไม่มีอาการ สำหรับกลุ่มวัยอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี ปีละ 1 ครั้ง แต่หากพบความผิดปกติที่ต้องตรวจติดตามจะต้องเข้ารับการตรวจตามคำแนะนำของแพทย์ หรือทุก ๆ 6 เดือน ด้วยการอัลตร้าซาวด์ หรือแมมโมแกรม หรือตรวจเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์
ในระหว่าง 1 ปี ก็ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำให้เคยชินทำด้วยวิธีสังเกตลักษณะภายนอกว่าขนาดเต้านมมีขนาดที่เปลี่ยนไป หรือผิดรูปหรือไม่ หรือผิวมีลักษณะที่เปลี่ยนไป หนาขึ้น เกิดแผลบริเวณเต้านม มีของเหลว อาทิ เลือด หรือน้ำเหลืองไหลออกมาที่หัวนมหรือไม่ ส่วนการคลำตอนอาบน้ำ โดยใช้มือคลำโดยใช้ลักษณะวนเป็นก้นหอย กดเบา ๆ ค่อย ๆ วนออกไปอย่างน้อย 2 รอบ หากพบว่าสะดุดหรือเจอก้อนเนื้อบริเวณใด สามารถเข้าพบแพทย์ได้ทันที
หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม ควรตรวจก่อนอายุที่กำหนดหรือไม่ และควรตรวจ MRI เพิ่มหรือไม่
หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมอายุต่ำกว่า 30 ปี แนะนำว่าควรเข้ารับการตรวจเร็วขึ้น ซึ่งการตรวจด้วยแมมโมแกรมอาจจะไม่เพียงพอ จะต้องเข้ารับการตรวจยีนพันธุกรรมร่วมด้วยและหากพบว่ามีลักษณะของเซลล์การถ่ายทอดพันธุกรรมที่ผิดปกติก็จำเป็นต้องตรวจ เพื่อความแม่นยำในการคัดกรองมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น
เสริมเต้านมมาตรวจได้หรือไม่
การเสริมเต้านมไม่มีผลกับการตรวจอัลตร้าซาวด์ หรือแมมโมแกรม หรือการตรวจอย่างอื่น การเสริมเต้านม หลายคนกังวลว่าการตรวจเต้านมจะทำให้ถุงเต้านมที่เสริมมาเสื่อมสภาพ หรือแตก ซึ่งวัสดุที่นำมาเสริมเต้านมที่วัสดุที่ยืดหยุ่นไม่สามารถแตกจากการกด หรือการตรวจแมมโมแกรมได้
นอกจากการ MRI แล้ว มีวิธีตรวจเต้านมที่แม่นยำมากขึ้นหรือไม่
ด้วยนวัตกรรมการแพทย์ที่ช่วยให้การตรวจมะเร็งเต้านมมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น มีนวัตกรรมเครื่องแมมโมแกรมแบบ 3 มิติ ต่างจากในอดีตที่เป็นการฉายรังสีจากบนลงล่างที่จะเห็นภาพแค่ 2 มิติ ในลักษณะการซ้อนทับ แต่กายภาพของคนไทยเนื้อเต้านมจะมีความหนาแน่นการตรวจแบบเก่าอาจทำให้เห็นรอยโรคได้ไม่ชัดเจนมากนัก แต่ปัจจุบันที่เป็นภาพ 3 มิติ ด้วยเครื่อง 3D Digital breast tomosynthesis สามารถเก็บภาพตัดขวาง ตามความหนาของเนื้อเต้านมได้จากทุกมุม และนำมาประมวลผล
และหากตรวจพบความผิดปกติ หรือพบหินปูนบริเวณเต้านมก็สามารถทำการเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ ด้วยการระบุตำแหน่งของหินปูน ด้วย “นวัตกรรมเครื่อง Breast Biopsy Under Stereotactic” ที่ใช้เข็มเจาะเต้านมนำชิ้นเนื้อไปตรวจ เพื่อผลการตรวจที่มีประสิทธิภาพ ข้อดี คือ ใช้เวลา 5 นาทีในการตรวจหาตำแหน่งของหินปูนได้เร็ว และแม่นยำมากกว่าแบบเดิมกว่า 90% สามารถตรวจพบมะเร็งได้เร็ว ระบุได้ว่าเป็นประเภทใด อยู่ในระยะใด ทำให้การรักษารวดเร็วมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญเข็มที่เจาะมีขนาดเล็ก มีแผลเพียงเล็กน้อยไม่เกิน 2 มิลลิเมตร เจาะสุ่มตัวอย่างมาตรวจได้เลยไม่ต้องเย็บปิดปากแผลทำให้ไม่ต้องพักฟื้น และในส่วนของผู้ที่เสริมเต้านมก็ไม่ต้องห่วงในเรื่องนี้ เพราะแพทย์ และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจะทำการวางแผนไม่เจาะโดนซิลิโคน ทำให้การตรวจปลอดภัยกับ ผู้ที่เสริมหน้าอก จึงไม่ต้องกังวล
การผ่าตัดเต้านม จะทำให้ไม่สวยหรือไม่
ปัจจุบันมีการผ่าตัดหลายรูปแบบที่คงรูปทรงของเต้านมเอาไว้ อาทิ การผ่าตัดแบบสงวนเต้านม ในผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้อร้ายไม่เยอะ หรือในรายที่ต้องตัดเต้านมทิ้ง สามารถนำไขมันจากหน้าท้อง หรือเสริมซิลิโคน เพื่อความสวยงามได้
“ขอรณรงค์ชักชวนทุกท่านที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ได้ หรือหากพบอาการผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์เฉพาะทาง และด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ที่การตรวจไม่ยาก หรือน่ากลัวอย่างที่คิด” เนื่องจากมะเร็งเต้านมหากเจอไวในระยะต้นที่ยังไม่แพร่กระจาย สามารถรักษาให้หายขาด คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น ลดความทรมานของโรค ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้น้อยลง
คุณวรุโณทัย วรวะลัย
นักรังสีเทคนิคชำนาญการ
คลินิกรักษ์เต้านม โรงพยาบาลพญาไท 2
