หลอดเลือดสมองโป่งพอง ระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ “รู้ก่อน รอดก่อน”

Image

แชร์


หลอดเลือดสมองโป่งพอง ระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ “รู้ก่อน รอดก่อน”

การเจ็บป่วยแบบกระทันหันที่ทำให้เกิดเสียชีวิตหรือเกิดความพิการ นอกจากจะทำให้เกิดความสูญเสียรายได้อย่างมหาศาล ยังเป็นภาระที่ต้องให้ผู้อื่นดูแลอีก บางครั้งคนที่เรารู้จัก เกิดอาการหมดสติแล้วจากไปอย่างกระทันหัน แบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่คนเหล่านั้นยังมีสุขภาพที่แข็งแรง อายุไม่มาก เป็นนักกีฬา ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ นอนหลับเป็นเวลา ไม่ใช้สิ่งเสพติด แล้วเราล่ะ? จะมีโอกาสเป็นแบบนั้นหรือเปล่า

 

โรคหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก (ruptured cerebral aneurysm) ก็เป็นโรคหรือภาวะหนึ่งที่เป็นสาเหตุ การเสียชีวิตอย่างกะทันหันและยังเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง (cerebrovascular disease) ที่พบว่าเป็นสาเหตุ การเสียชีวิตของประชากรไทยเป็นอันดับที่ 1 ซึ่งนำหน้ากลุ่มโรคมะเร็ง (cancer) และโรคหลอดเลือดหัวใจ (cardiovascular disease) ไปแล้ว ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองมักจะไม่มีอาการถ้าไม่มีการแตก แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าหากมีอาการแล้วมักจะทำให้การพยากรณ์โรคและผลของการรักษาไม่ดี ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวยิ่งนัก เราจะยอมหรือเปล่า ที่จะให้เกิดอาการแล้วค่อยมารับการรักษา ดังนั้น การสกัดกั้นภัยเงียบนี้จึงเป็นหัวใจหลักที่จะเอาชนะโรคนี้

 

ความหมายของโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง 

โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Cerebral Aneurysm) เป็นภาวะที่หลอดเลือดในสมองมีการโป่งพองออก ซึ่งมักเกิดจากความอ่อนแอของผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดมีลักษณะคล้ายบอลลูนและมีความเสี่ยงที่จะแตกออกได้ หากหลอดเลือดโป่งพองแตก อาจทำให้เกิดเลือดออกในชั้นใต้เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งเป็นภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง 

จริง ๆ แล้วสาเหตุการเกิดนั้นมีได้หลายปัจจัยมากที่ทำให้หลอดเลือดสมองมีการเสื่อมสภาพ และทำให้ผนังหลอดเลือดไม่แข็งแรง และทนกับแรงดันของการสูบฉีดหลอดเลือดไม่ได้ ทำให้เกิดการโป่งพองเกิดขึ้น โดยสาเหตุหลักสามารถจำแนกได้เป็นปัจจัยที่สามารถป้องกันได้กับปัจจัยที่ไม่สามารถป้องกันได้ ดังต่อไปนี้

 

ปัจจัยที่เกิดจากสาเหตุที่ป้องกันได้ 

  1. ความดันโลหิตสูง (hypertension) เป็นสาเหตุหลักที่พบได้มากที่สุด เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นความดันโลหิตสูงมาก่อน เพราะไม่เคยวัดหรือคิดว่าไม่มีอาการ สุขภาพแข็งแรง หรืออายุยังน้อย
    แต่อย่าลืมว่าโรคนี้หลบซ่อนอยู่ จะทำให้หลอดเลือดสมองแตกได้ทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือน
  2. เบาหวาน (diabetes mellitus) ก่อให้เกิดการแข็งของหลอดเลือดสมอง ทำให้สูญเสียความยืดยุ่น เกิดการแรงเซาะของแรงบีบจากหัวใจ หลอดเลือดโป่งเป็นกระเปาะได้
  3. ไขมันโลหิตสูง (hyperlipidemia) การสะสมของไขมันตามผนังหลอดเลือด เกิดเป็นตะกอน หรือคราบไขมัน ทำให้เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือดอย่างต่อเนื่อง แล้วมีการย่อยผนังหลอดเลือดให้บางลงจากการหลั่งเอนไซม์ของเม็ดเลือดขาว เกิดเป็นหลอดเลือดโป่งพอง
  4. การสูบบุหรี่ (smoking) รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า มีการสัมผัสต่อสารพิษหลายชนิดที่อยู่ในบุหรี่โดยเฉพาะนิโคติน
    และทาร์ ทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหายและอ่อนแอ และกระตุ้นการอักเสบในหลอดเลือด ทำลายเซลล์บุผนังหลอดเลือด (endothelial cells)
  5. การขาดการออกกำลังกาย (lack of exercise) การไม่ออกกำลังกายทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้หลอดเลือดมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วน โรคอ้วนทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาด้วย
  6. การนอนกรน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
    ที่เกิดจากการนอนกรนทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง และกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง
    ในร่างกาย ซึ่งทำให้หลอดเลือดสมองเสียหายและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
  7. การใช้สิ่งเสพติด (substance abuse) ยาเสพติดบางชนิด เช่น โคเคน และแอมเฟตามีน ทำให้หลอดเลือดมีการอักเสบและอ่อนแอ ทั้งนี้ยังทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือด
    ต้องรับแรงดันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและแคบลง (vasoconstriction)
    ซึ่งทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นน้อยลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดหลอดเลือดสมองโป่งพอง
    และเพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกของหลอดเลือด
  8. การรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณภาพ (low-quality food) สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่อาหารที่รับประทานปัจจุบันและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่หารับประทานได้ง่ายในท้องตลาด โดยอาหารที่มีการบรรจุหีบห่อพร้อมรับประทาน (instant food) มักมีปริมาณโซเดียมสูงเพื่อรักษาความสด ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ไขมันอิ่มตัวในอาหารฟาสต์ฟู้ดทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น การสะสมของคอเลสเตอรอล
    ในหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเครื่องดื่ม หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูงสามารถเพิ่มน้ำหนักและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งทั้งสองโรคนี้ส่งผลต่อสุขภาพหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดสมองโป่งพอง ส่วนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของ

 

สเตียรอยด์หรือสารกระตุ้น เช่น เอเฟดรีน (Ephedrine) อาหารเสริมบางชนิดที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone) สามารถเพิ่มความดันโลหิตและความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพองได้ หรืออาหารเสริมที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงเกินไป แม้สารต้านอนุมูลอิสระจะมีประโยชน์ แต่การบริโภคในปริมาณที่สูงเกินไปอาจทำให้การป้องกันความเสียหายของเซลล์หลอดเลือดไม่สมดุล และส่งผลเสียต่อสุขภาพหลอดเลือด

 

ปัจจัยที่ไม่สามารถป้องกันได้ 

  1. อายุ (age) ความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะหลังอายุ 55 ปีขึ้นไป
  2. ประวัติครอบครัว (family history) หากมีสมาชิกในครอบครัวที่เคยมีโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะเป็นโรคนี้ก็จะเพิ่มขึ้น การมีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
  3. การกลายพันธุ์ของยีน (genes mutation) การกลายพันธุ์ของยีนบางชนิดสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดสมองโป่งพอง เช่น การกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างผนังหลอดเลือด หรือการควบคุมความดันโลหิต
  4. โรคทางพันธุกรรม (genetic disease) บางโรคทางพันธุกรรมที่หายาก เช่น Polycystic Kidney Disease (PKD) และ Ehlers-Danlos Syndrome (EDS) สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดสมองโป่งพองได้ เนื่องจากโรคเหล่านี้มีผลกระทบต่อความแข็งแรงและยืดหยุ่นของหลอดเลือด โรคที่มีการสะสมของโปรตีนผิดปกติ
    ในหลอดเลือด เช่น CADASIL (Cerebral Autosomal Dominant Arteriopathy with Subcortical Infarcts and Leukoencephalopathy) ทำให้หลอดเลือดอ่อนแอและมีความเสี่ยงในการโป่งพอง
  5. เพศ (gender) เพศชายมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าเพศหญิงในช่วงวัยกลางคน อย่างไรก็ตาม หลังจากวัยหมดประจำเดือน ความเสี่ยงของเพศหญิงจะเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับเพศชาย
  6. เชื้อชาติ (race) บางเชื้อชาติ เช่น ชาวเอเชีย หรือชาวแอฟริกัน จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าเชื้อชาติอื่น ๆ
  7. ภาวะทางสุขภาพที่มีมาแต่กำเนิด (congenital condition) บางคนมีความผิดปกติของหลอดเลือดสมองตั้งแต่เกิด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง

 

อาการของโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก

การแตกของหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Ruptured cerebral aneurysm) เป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากทำให้เกิดเลือดออกในชั้นใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid hemorrhage) และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาการที่พบเมื่อหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก ดังนี้

  1. ปวดศีรษะรุนแรงทันที มีลักษณะ “ปวดศีรษะที่รุนแรงที่สุดในชีวิต” โดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  2. คลื่นไส้และอาเจียน ความรู้สึกคลื่นไส้และการอาเจียนเกิดขึ้นร่วมกับอาการปวดศีรษะ อาจจะมีอาเจียนพุ่ง
  3. คอแข็ง ปวดท้ายทอย หรือปวดต้นคอ การเกิดอาการคอแข็งหรือปวดคอ เนื่องจากการระคายเคืองจากเลือดที่ออกมาสัมผัสกับเยื่อหุ้มสมองบริเวณส่วนคอ
  4. การมองเห็นเปลี่ยนแปลง การมองเห็นเบลอ มองเห็นภาพซ้อน หรือการสูญเสียการมองเห็นบางส่วน ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดร้าวไปที่กระบอกตา การไวต่อแสงหรือการมองเห็นแสงจ้า
  5. ความสับสนและสูญเสียการรับรู้ การเกิดความสับสน งุนงง หรือการสูญเสียสติสัมปชัญญะ
  6. อาการทางระบบประสาทที่ผิดปกติ อาการชา อ่อนแรง หรือเป็นอัมพาตที่หน้า แขน หรือขา ด้านใดด้านหนึ่ง
    ของร่างกาย หรือหนังตาตกเป็นต้น
  7. ชัก การเกิดชักเป็นอาการที่พบได้บางกรณีเมื่อหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก เกิดจากเลือดที่ออกไประคายเคือง
    และรบกวนการนำกระแสประสาทที่สมองกลีบนอก

 

 

ผศ. นพ.อิทธิชัย ศักดิ์อรุณชัย

ประสาทศัลยแพทย์และรังสีร่วมรักษาระบบประสาท รพ.พญาไท 2

แชร์


Loading...