ลูกปวดศีรษะ ตาพร่ามัว อาจเป็นสัญญาณ “ความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ”

Image

แชร์


ลูกปวดศีรษะ ตาพร่ามัว อาจเป็นสัญญาณ “ความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ”

อาการ ปวดศีรษะในเด็ก เป็นอาการที่พบได้และส่วนใหญ่อาจไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง อย่างไรก็ตาม หากลูกมีอาการปวดศีรษะบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้น ร่วมกับ ตามัว เห็นภาพซ้อน อาเจียน หรือได้ยินเสียงฟู่หรือเสียงเต้นตามชีพจรในหู อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เรียกว่า Idiopathic Intracranial Hypertension (IIH) หรือ ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

แม้ IIH จะพบไม่บ่อยในเด็ก แต่เป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะความดันภายในกะโหลกศีรษะที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อเส้นประสาทตาและการมองเห็นได้ การสังเกตความผิดปกติและพาเด็กเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญ

 

IIH คืออะไร? ทำไมจึงกระทบต่อการมองเห็น

Idiopathic Intracranial Hypertension หรือ IIH คือภาวะที่ความดันภายในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น โดยการตรวจไม่พบก้อนเนื้องอก ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ หรือความผิดปกติทางโครงสร้างอื่นที่สามารถอธิบายสาเหตุของความดันที่สูงขึ้นได้

 

คำว่า Idiopathic หมายถึง “ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด” ดังนั้น ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเด็กเป็น IIH แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาหรือแยกโรคและภาวะอื่นที่สามารถทำให้ความดันภายในกะโหลกศีรษะสูงออกไปก่อน

 

แม้โรคนี้จะพบไม่บ่อยในเด็ก แต่สิ่งสำคัญคือ เมื่อความดันภายในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น อาจทำให้เกิด ขั้วประสาทตาบวม (Papilledema) และหากไม่ได้รับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นได้

 

สัญญาณ IIH ในเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกต

เด็กแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกัน และไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกข้อ โดยอาการที่สามารถพบได้ ได้แก่

  • ปวดศีรษะบ่อยขึ้น หรือมีอาการรุนแรงขึ้น
  • ปวดศีรษะมากในช่วงเช้า
  • ปวดมากขึ้นเมื่อไอ จาม เบ่ง หรือก้มตัว
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน โดยเฉพาะในช่วงเช้า
  • ตามัว หรือมองเห็นไม่ชัดเป็นช่วง ๆ
  • เห็นภาพซ้อน
  • การมองเห็นด้านข้างลดลง หรือเริ่มเดินชนสิ่งของบ่อยผิดปกติ
  • ได้ยินเสียงฟู่หรือเสียงเต้นตามชีพจรในหู
  • ปวดบริเวณหลังตา คอ หรือไหล่
  • มีอาการตาเขเข้า โดยเฉพาะจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 6 ทำงานผิดปกติ

สำหรับเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถบอกอาการของตัวเองได้ชัดเจน อาจแสดงออกเพียง หงุดหงิด ซึม กินได้น้อย หรือมีพัฒนาการและพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่สำคัญ เด็กบางคนอาจ ไม่มีอาการปวดศีรษะที่ชัดเจน แต่ตรวจพบความผิดปกติของขั้วประสาทตาจากการตรวจตาได้ ดังนั้น หากลูกบอกว่า “มองไม่ชัด” “เห็นภาพซ้อน” หรือมีพฤติกรรมที่บ่งชี้ว่าการมองเห็นเปลี่ยนไป ไม่ควรรอดูอาการเป็นเวลานาน

 

เด็กต้องมีน้ำหนักเกินเท่านั้นหรือไม่ จึงจะเป็น IIH?

คำตอบคือ ไม่จำเป็น ในวัยรุ่นหลังเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ พบว่า IIH มีความสัมพันธ์กับเพศหญิงและภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนมากขึ้น แต่ในเด็กเล็กก่อนวัยเจริญพันธุ์ ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจไม่ชัดเจน

 

นั่นหมายความว่า เด็กที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติก็สามารถเกิดภาวะ IIH ได้เช่นกัน จึงไม่ควรใช้เรื่องน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวในการตัดความเป็นไปได้ของโรคออกไป

 

ยาและโรคบางอย่างอาจทำให้เกิดภาวะคล้าย IIH

ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็น IIH แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ทบทวนยาที่เด็กใช้อยู่ และค้นหาภาวะอื่นที่อาจทำให้ความดันในกะโหลกศีรษะสูง เช่น

  • ยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอบางชนิด
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Tetracycline
  • การเริ่ม หยุด หรือลด Corticosteroid ในบางกรณี
  • ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ
  • ภาวะโลหิตจาง
  • โรคไตหรือโรคทางระบบบางชนิด
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำของสมอง

หากสงสัยว่าลูกมีอาการผิดปกติ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรหยุดยาที่เด็กใช้อยู่ด้วยตนเอง แต่ควรนำรายชื่อยาทั้งหมด รวมถึงวิตามิน อาหารเสริม และยารักษาสิว ไปให้แพทย์ตรวจสอบด้วย

 

แพทย์วินิจฉัย IIH ในเด็กอย่างไร?

การวินิจฉัย IIH ไม่สามารถสรุปได้จากอาการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายส่วนประกอบกัน เพื่อยืนยันภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงและแยกโรคหรือสาเหตุอื่นออกไป

1. ตรวจระบบประสาทและตรวจตา

แพทย์จะตรวจระบบประสาทร่วมกับการประเมินทางตา โดยจักษุแพทย์อาจตรวจ

    • ขั้วประสาทตาว่ามีอาการบวมหรือไม่
    • ความคมชัดของการมองเห็น
    • การมองเห็นสี
    • ลานสายตา
    • การเคลื่อนไหวของดวงตา

ในบางรายอาจใช้การตรวจ OCT (Optical Coherence Tomography) เพื่อประเมินเส้นใยประสาทตาและใช้เปรียบเทียบในการติดตามผลการรักษา อย่างไรก็ตามการเห็นขั้วประสาทตาดูบวมเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเด็กเป็น IIH เนื่องจากเด็กบางคนอาจมีลักษณะของขั้วประสาทตาที่ดูคล้ายบวม หรือที่เรียกว่า Pseudopapilledema ได้

2. ตรวจภาพสมอง

แพทย์มักพิจารณาการตรวจ MRI สมอง ร่วมกับการตรวจหลอดเลือดดำสมอง หรือ MRV (Magnetic Resonance Venography) เพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น

    • ก้อนหรือรอยโรคภายในสมอง
    • ความผิดปกติทางโครงสร้าง
    • ความผิดปกติของระบบน้ำไขสันหลัง
    • ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำของสมอง

การตรวจขั้นตอนนี้มีความสำคัญในการแยกสาเหตุอื่นของความดันในกะโหลกศีรษะสูงออกไป

3. การเจาะหลังเพื่อตรวจน้ำไขสันหลัง

หลังจากแพทย์ประเมินแล้วว่าไม่มีภาวะที่ทำให้การเจาะหลังเป็นอันตราย อาจพิจารณา เจาะหลัง (Lumbar Puncture) เพื่อตรวจวัดแรงดันเปิดของน้ำไขสันหลัง และตรวจองค์ประกอบของน้ำไขสันหลัง การแปลผลแรงดันน้ำไขสันหลังในเด็กจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เช่น อายุ น้ำหนัก ท่าที่ใช้ในการตรวจ และการได้รับยาระงับความรู้สึก จึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ที่มีความเฉพาะทาง

 

IIH รักษาอย่างไร?

หัวใจสำคัญของการรักษา IIH คือ “ปกป้องการมองเห็น” ควบคู่กับการลดอาการปวดศีรษะและจัดการปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไปตามอายุ ความรุนแรงของอาการ ผลตรวจตา และสาเหตุหรือปัจจัยร่วมของเด็กแต่ละคน โดยอาจประกอบด้วย

  • ติดตามความสามารถในการมองเห็นและขั้วประสาทตาอย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้ยาลดการสร้างน้ำไขสันหลัง เช่น Acetazolamide ตามดุลยพินิจของแพทย์
  • ปรับโภชนาการและดูแลน้ำหนักอย่างเหมาะสมในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน โดยไม่ควรใช้วิธีอดอาหารหรือจำกัดอาหารอย่างรุนแรง
  • ทบทวนยาที่ใช้อยู่ และรักษาโรคหรือปัจจัยอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง
  • ดูแลอาการปวดศีรษะอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป
  • ในกรณีที่การมองเห็นลดลงอย่างรวดเร็ว หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจจำเป็นต้องพิจารณาการรักษาอย่างเร่งด่วนหรือการผ่าตัดโดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ

ดังนั้น การรักษา IIH ไม่ได้มุ่งเพียงทำให้อาการปวดศีรษะดีขึ้นเท่านั้น แต่ต้อง ติดตามและปกป้องการมองเห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่สุดของการดูแล

 

เมื่อไรควรรีบพาลูกไปโรงพยาบาล?

หากเด็กมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นหรือระบบประสาท ไม่ควรรอดูอาการ โดยเฉพาะเมื่อพบสัญญาณต่อไปนี้

  • การมองเห็นลดลง ตามัว หรือมองไม่เห็นอย่างฉับพลัน
  • เห็นภาพซ้อนที่เพิ่งเกิดขึ้น
  • ปวดศีรษะรุนแรงมาก หรือรูปแบบของอาการปวดเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
  • ปวดศีรษะร่วมกับอาเจียนพุ่ง
  • ซึม สับสน หรือปลุกไม่ตื่น
  • มีอาการชัก
  • แขนหรือขาอ่อนแรง
  • เดินเซหรือพูดผิดปกติ
  • มีไข้ร่วมกับคอแข็ง
  • มีอาการผิดปกติหลังได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ
  • ในทารกพบกระหม่อมโป่ง ศีรษะโตเร็วผิดปกติ หรือซึมลง

อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะต้องเป็น IIH เสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะทางระบบประสาทอื่นที่จำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

 

คุณพ่อคุณแม่ช่วยสังเกตอาการลูกได้อย่างไร?

ข้อมูลจากคุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยให้แพทย์ประเมินอาการได้ละเอียดมากขึ้น โดยสามารถจดบันทึกข้อมูล เช่น

  • ลูกเริ่มปวดศีรษะเมื่อใด
  • ปวดบ่อยแค่ไหน และแต่ละครั้งนานเท่าใด
  • ระดับความรุนแรงของอาการ
  • ปวดมากในช่วงเวลาใดของวัน
  • มีอาการตามัวหรือเห็นภาพซ้อนร่วมด้วยหรือไม่
  • มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนหรือไม่
  • มียาหรือวิธีใดที่ช่วยให้อาการดีขึ้น
  • มีสิ่งกระตุ้นใดที่ทำให้อาการปวดมากขึ้น

ควรนำรายชื่อยา วิตามิน อาหารเสริม และยารักษาสิวทุกชนิด ที่ลูกใช้อยู่ไปแจ้งแพทย์ด้วย

 

โดยเฉพาะหากลูกบอกว่า “มองไม่ชัด” “เห็นภาพซ้อน” หรือมองเห็นเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ควรรอดูอาการเป็นเวลานาน เนื่องจากเด็กอาจยังไม่สามารถอธิบายความผิดปกติทางการมองเห็นของตนเองได้อย่างชัดเจน ปวดศีรษะร่วมกับตาพร่ามัว อย่ามองข้ามการตรวจระบบประสาทและการมองเห็น

 

ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือ IIH เป็นภาวะที่สามารถดูแลรักษาได้ แต่สิ่งสำคัญคือการประเมินอย่างเหมาะสมและติดตามทั้ง อาการทางระบบประสาทและการมองเห็นอย่างต่อเนื่อง

 

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะ IIH ในเด็ก 

Q : ลูกปวดหัวบ่อย ปวดตอนเช้า คลื่นไส้ เสี่ยงโรคอะไร

A : อาการปวดหัวบ่อย ปวดมากช่วงเช้า หรือปวดเพิ่มขึ้นเวลาไอ จาม เบ่ง ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน และตาพร่ามัว เป็นสัญญาณเตือนของแรงดันในกะโหลกศีรษะสูง หนึ่งในสาเหตุคือภาวะ IIH (Idiopathic Intracranial Hypertension) หรือความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุครับ

 

Q : โรคนี้อันตรายถึงชีวิตไหม

A : ส่วนใหญ่ไม่อันตรายถึงชีวิตครับ แต่ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือ “การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร” หากปล่อยให้แรงดันในกะโหลกศีรษะสูงต่อเนื่องจนขั้วประสาทตาเสียหาย ดังนั้นการรีบรักษาเพื่อเซฟสายตาของลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ

 

Q : โรคนี้รักษาหายขาดไหม?  

A : เด็กส่วนใหญ่ที่ได้รับการตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งการกินยา เช่น ยา Acetazolamide เพื่อลดแรงดันน้ำไขสันหลัง และการจัดการปัจจัยกระตุ้น จะสามารถ หายเป็นปกติและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยขั้วประสาทตาที่บวมจะค่อย ๆ ยุบลง และอาการปวดหัวหรือตามัวจะหายไปครับ

 

Q : IIH มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้?

A : คแม้จะรักษาหายจนหยุดยาได้แล้ว โรคนี้ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก หากมีปัจจัยกระตุ้นใหม่ เช่น น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นรวดเร็ว การได้รับยาบางชนิด หรือฮอร์โมนเปลี่ยน

 

Q : ลูกปวดหัวระดับไหน ต้องพาไปห้องฉุกเฉินทันที?

A :  ควรรีบไปทันทีหากมีอาการ: มองไม่ชัดฉับพลัน, เห็นภาพซ้อนเกิดขึ้นใหม่, ปวดหัวรุนแรงมากร่วมกับอาเจียนพุ่ง, ซึม/ปลุกไม่ตื่น, ชัก, แขนขาอ่อนแรง, เดินเซ, หรือเด็กเล็กมีกระหม่อมโป่งครับ

 

หากลูกมีอาการปวดศีรษะผิดปกติ ปวดบ่อยหรือรุนแรงขึ้น ร่วมกับตามัว เห็นภาพซ้อน อาเจียน หรือมีความผิดปกติของการมองเห็น คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกเข้ารับการตรวจโดยแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละราย

 

โรงพยาบาลพญาไท 2 พร้อมให้การตรวจประเมินเด็กที่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทและการมองเห็น โดยแพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาสาเหตุ วางแผนการตรวจเพิ่มเติม และให้การดูแลอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อการมองเห็นหรือมีสัญญาณเตือนทางระบบประสาท

 

การพาลูกมาพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติ ช่วยให้สามารถประเมินสาเหตุและวางแผนการดูแลได้อย่างทันท่วงที

Loading...

แชร์


Loading...

ลูกปวดศีรษะ ตาพร่ามัว อาจเป็นสัญญาณ “ความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ”