การชะลอและการแก้ไขสายตาสั้นในเด็กต้องรีบรักษาก่อนสาย

Image

แชร์


 

สายตาสั้น เป็นภาวะการมองเห็นผิดปกติที่พบบ่อย คือมองเห็นวัตถุที่อยู่ใกล้ได้ชัดเจน แต่วัตถุที่อยู่ไกลจะเห็นเป็นภาพเบลอ ซึ่งเกิดจากการที่ดวงตามีความยาวมากเกินไปหรือกระจกตาโค้งเกินไป ทำให้แสงที่สะท้อนมาโฟกัสที่จอประสาทตาด้านหน้า แทนที่จะเป็นบนจอประสาทตาอย่างที่ควร

 

สาเหตุของการเกิดภาวะสายตาสั้นในเด็ก

สายตาสั้นในเด็กมักมีการพัฒนาในเด็กช่วงวัยเรียนและวัยรุ่น ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มักเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยมีสาเหตุสำคัญได้แก่

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม : หากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนมีสายตาสั้น โอกาสที่ลูกจะมีสายตาสั้นก็จะสูงขึ้น
  • กิจกรรมที่ใช้การมองใกล้ : การทำกิจกรรมที่ใช้การมองใกล้ เช่น การอ่านหรือการเขียนหนังสือ รวมถึงการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน ก็มีส่วนที่ทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้
  • การขาดกิจกรรมกลางแจ้ง : มีการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า เด็กที่ใช้เวลานอกบ้านมากกว่ามีโอกาสที่จะมีสายตาสั้นน้อยกว่า อาจเป็นเพราะการได้รับแสงธรรมชาติและการมองวัตถุที่อยู่ไกลเป็นตัวช่วยชะลอการเกิดสายตาสั้น

 

อาการของภาวะสายตาสั้นในเด็ก

  • อาการหลักของสายตาสั้น คือการมองเห็นเบลอเมื่อมองวัตถุที่อยู่ไกล ส่วนอาการอื่นๆ ที่พบได้ทั่วไป ก็เช่น
  • การหยีตา เพื่อให้มองเห็นชัดเจนขึ้น
  • ตาล้าและไม่สบายตา ปวดหัว มองกระดานในห้องเรียนไม่ชัด
  • ต้องนั่งใกล้โทรทัศน์หรือจอภาพยนตร์
  • ที่สำคัญ หากภาวะสายตาสั้นเกิดกับตาเพียง 1 ข้าง โดยอีกข้างยังปกติ เด็กจะไม่แสดงอาการผิดปกติให้สังเกตได้ ดังนั้น การตรวจสุขภาพตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคตาขี้เกียจในอนาคต

 

การตรวจวินิจฉัยภาวะสายตาสั้น

สายตาสั้นควรได้รับการวินิจฉัยผ่านการตรวจสายตาอย่างรอบด้าน โดยการตรวจมักรวมถึง

  1. การทดสอบความชัดเจนของการมองเห็น : โดยใช้วิธีการอ่านตัวอักษร ตัวเลข หรือรูปภาพบนแผ่นหรือหน้าจอทดสอบระยะไกลเพื่อวัดความชัดเจนของการมองเห็น
  2. การตรวจตาส่วนหน้าด้วยกล้องและตรวจจอตา : เป็นการส่องไฟเข้าไปในดวงตาเพื่อดูความผิดปกติอื่นร่วมของตา และดูว่ามีการสะท้อนแสงจากจอประสาทตาอย่างไร จะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น
  3. การตรวจโดยเครื่องวัดค่าสายตาอัตโนมัติ : เพื่อให้ทราบค่าสายตาเบื้องต้น และการตรวจวัดความยาวกระบอกตาเพื่อติดตามการควบคุมสายตาสั้น
  4. การหยอดยา Cycloplegic : ช่วยในการตรวจวัดสายตา โดยการทำให้กล้ามเนื้อตาไม่สามารถปรับโฟกัสได้ชั่วคราว มักทำในเด็กอายุน้อยกว่า 10-12 ปี ซึ่งมีประโยชน์และวิธีการดังนี้
    • ลดผลกระทบจากการเพ่งมอง: เมื่อดวงตาพยายามเพ่งมอง ยาหยอดตา Cycloplegic จะช่วยทำให้ดวงตาผ่อนคลายจากการเพ่งและให้ผลการวัดสายตาที่แม่นยำขึ้น และสามารถตรวจหาค่าความผิดปกติของการหักเหแสงที่แท้จริงได้
    • การเตรียมตัว : สำหรับเด็กที่จะตรวจสายตาด้วยการหยอดยา Cycloplegic จะต้องเตรียมตัวดังนี้
      • แจ้งประวัติการแพ้ยา : หากเด็กมีประวัติการแพ้ยาใดๆ โดยเฉพาะยาในกลุ่ม Cycloplegic ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ
      • เตรียมความพร้อมด้านจิตใจ : อธิบายให้เด็กเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการหยอดยา ซึ่งมักแสบตาขณะหยอด โดยยาจะออกฤทธิ์ประมาณ 24-72 ชั่วโมง ทำให้มองใกล้ไม่ชัด (ส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ประมาณ 24 ชม.) เพื่อให้เด็กรู้สึกสบายใจและไม่กลัว
      • เตรียมการรอคอย : เนื่องจากต้องใช้เวลารอให้ยาออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ แพทย์จึงจะเริ่มทำการตรวจ ผู้ปกครองจึงควรเตรียมกิจกรรมหรือของเล่นให้เด็กในระหว่างรอ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที กระบวนการตรวจวัดสายตาทั้งหมดอาจใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ รวมถึงเวลาในการหยอดยา รอยาออกฤทธิ์ และการตรวจวัดสายตา
      • การหยอดยา Cycloplegic ถือเป็นกระบวนการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการตรวจวัดสายตาเด็ก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุดในการวินิจฉัยและการรักษา
  5. การทดสอบการหักเหแสง : เป็นการใช้ชุดเลนส์ต่างๆ ร่วมกับแท่งไฟลำแสงแคบ เพื่อปรับค่าความจำเป็นในการมองเห็นที่ชัดเจน

 

สายตาสั้นในเด็กสามารถชะลอการเกิดได้

แม้ว่าสายตาสั้นจะไม่สามารถย้อนกลับได้ แต่ปัจจุบันมีหลายวิธีการที่สามารถช่วยชะลอสายตาสั้นในเด็กได้ เช่น

  • เพิ่มเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง : กระตุ้นให้เด็กใช้เวลาอยู่กลางแจ้งมากขึ้นอย่างน้อยวันละ 2 ชม. เพื่อลดความเสี่ยงในการพัฒนาสายตาสั้น
  • จำกัดกิจกรรมที่ใช้การมองใกล้ : ลดเวลาการทำกิจกรรมที่ใช้การมองใกล้ และพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้กฎ 20/20/20 คือทุก 20 นาทีที่จ้องมอง ต้องพักสายตา 20 วินาที โดยการมองไปยังที่ไกลๆ 20 ฟุต (6 เมตร)
  • หยอดตาอะโทรปีน : ยาหยอดตาอะโทรปีนขนาดความเข้มข้นต่ำสามารถชะลอการเพิ่มสายตาสั้นได้ โดยหยอดก่อนนอนต่อเนื่องทุกวัน ระยะเวลาหยอดอย่างน้อยประมาณ 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับการตอบสนอง หากใช้แล้วพบว่ามีภาวะแพ้แสงหรือมองใกล้ไม่ชัด ซึ่งพบไม่บ่อย จะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด
  • ชะลอสายตาสั้นด้วยการใช้เลนส์แว่นตา : เป็นวิธีการที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีเลนส์แว่นตาใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยชะลอการพัฒนาของสายตาสั้นในเด็ก เช่น เลนส์ DIMS หรือ Miyosmart โดย Hoya และเลนส์ HALS หรือ Stellest โดย Essilor ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาเพื่อชะลอสายตาสั้น เลนส์เหล่านี้มีการกระจายแสงแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อควบคุมการโฟกัสของแสงบนจอประสาทตาอย่างเหมาะสม จึงช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นได้
  • ออร์โธเค คอนแทคเลนส์ (Ortho-K) : ใช้คอนแทคเลนส์พิเศษที่สวมใส่ในเวลากลางคืน เพื่อปรับเปลี่ยนรูปร่างของกระจกตาชั่วคราว และลดสายตาสั้นในเวลากลางวัน ส่วนข้อพึงระวังคือเรื่องกระจกตาแห้ง กระจกตาอักเสบ จึงต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
  • คอนแทคเลนส์แบบหลายโฟกัส : เลนส์เหล่านี้สามารถช่วยชะลอสายตาสั้น ด้วยการปรับให้บริเวณส่วนกลางเลนส์ใช้แก้ไขสายตาสั้น และส่วนล้อมรอบด้านนอกนั้นใช้ชะลอสายตาสั้น ในเวลานี้ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย
  • การชะลอสายตาสั้นโดยใช้แสงสีแดง : จะเป็นเครื่องมือเหมือนกล้องส่อง เมื่อจ้องเข้าไปจะมีแสงสีแดงในระยะเวลาและความเข้มที่เหมาะสมออกมาเป็นเวลา 3 วินาที ทำเช่นนี้วันละ 2 ครั้ง ซึ่งในงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าช่วยชะลอสายตาสั้นได้ แต่สำหรับในประเทศไทยยังอยู่ระหว่างทำการศึกษาความเหมาะสมและประสิทธิภาพที่แท้จริงอยู่
  • การรักษาแบบผสมผสาน : เช่น การหยอดยาร่วมกับการใส่แว่นชะลอสายตาสั้น การหยอดตาร่วมกันการใส่ออร์โธเคคอนแทคเลนส์ การหยอดตาร่วมกับการใส่คอนแทคเลนส์แบบหลายโฟกัส ก็มีรายงานการศึกษาว่าได้ผลดีกว่าการรักษาแบบแยกประเภท

 

จะเห็นได้ว่า มีหลายวิธีในการชะลอสายตาสั้น หลายวิธีใช้ร่วมกันได้ แต่ละวิธีก็มีข้อจำกัดและค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน การตอบสนองก็มีความแตกต่างกันในแต่ละวิธี แต่สิ่งที่ได้ข้อสรุปเหมือนกันในปัจจุบันคือ การใส่แว่นสายตาสั้นแบบปกติไม่ได้ช่วยชะลอสายตาสั้น การใส่แว่นตาเลนส์กรองแสงสีฟ้าไม่ช่วยชะลอสายตาสั้น และยิ่งถ้าใส่แว่นสายตาสั้นที่ค่าแว่นตาน้อยกว่าค่าสายตาเพื่อคาดหวังให้เด็กใส่สบายตา แต่ผลเสียกลับทำให้สายตาสั้นเพิ่มไวขึ้น และต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น

 

วิธีที่ดีที่สุดคือ วิธีที่เด็กและผู้ปกครองร่วมมือในการใช้การชะลอสายตาสั้น แม้ไม่ใช่เรื่องที่เห็นผลได้ไว และยังใช้เวลาเป็นปีในการติดตามผล แต่เราหวังผลระยะไกล ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของสายตาสั้นระดับรุนแรง เช่น จอประสาทตาขาด จุดรับภาพเสื่อมจากสายตาสั้น ต้อกระจกก่อนวัย ส่วนการทำ LASIK ก็ไม่ได้ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว แต่ทำเพื่อไม่ต้องการใส่แว่นหรือใส่คอนแทคเลนส์เท่านั้น

 

มาร่วมใส่ใจอนาคตการมองเห็นของลูกหลาน เพราะการมองเห็นเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และพัฒนาการ และที่สำคัญคือเป็นจุดกระตุ้นให้เกิดจินตนาการได้ ซึ่งถ้าจะชะลอสายตาสั้นให้ได้ประสิทธิภาพก็ควรทำในวัยเด็กจึงเห็นผลได้ดีที่สุด

Loading...

แชร์


Loading...