โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน (Coronary Artery Disease : CAD) เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย ด้วยลักษณะที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก หรือมีเพียงอาการเล็กน้อยที่มักถูกมองข้าม เช่น แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือเจ็บหน้าอกเพียงชั่วครู่ จึงทำให้โรคนี้เป็นเหมือน ‘ภัยเงียบ’ ทางสุขภาพ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แม้แต่ในผู้ที่ดูแข็งแรง เช่น นักกีฬา ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือเสียชีวิตเฉียบพลันได้
การป้องกันและการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ภาวะอ้วนลงพุง หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม
เพราะการ ‘รู้เร็ว รักษาไว’ คือกุญแจสำคัญในการหลีกเลี่ยงความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในวิธีการตรวจหาภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบคือ “การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ” (Coronary Angiography)
การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography : CAG) คืออะไร?
การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography : CAG) คือการตรวจวินิจฉัยหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันด้วยการเอกซเรย์แบบเคลื่อนไหว (Fluoroscopy) โดยใช้สายสวน (Catheter) ขนาดเล็กประมาณ 2 มิลลิเมตร สอดเข้าไปทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือหรือขาหนีบ เพื่อฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เห็นภาพหลอดเลือดหัวใจแบบเรียลไทม์ ซึ่งให้ความแม่นยำสูงในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ
หากพบความผิดปกติ แพทย์สามารถรักษาโดยการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน (Balloon Angioplasty) หรือใส่ขดลวด (Stent) ได้ทันที โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้การดมยาสลบ แต่ในบางกรณีอาจพิจารณาใช้ตามความเหมาะสมของผู้ป่วย
ความสำคัญของการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (CAG)
การตรวจหลอดเลือดหัวใจ (CAG) เป็นวิธีที่ทำให้ได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและแม่นยำที่สุด ในการวินิจฉัยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ และช่วยให้สามารถวางแผนรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันได้อย่างเหมาะสม ดังนี้
- ลดอัตราการเสียชีวิตฉับพลัน : การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกของโรคช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลันได้ 30-50% ทั้งยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
- แยกโรคจากอาการคล้ายคลึง : อาการเจ็บหน้าอกอาจเกิดจากกรดไหลย้อน หรือปวดกล้ามเนื้อ การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุ และทำการรักษาได้ตรงจุด
- ประเมินความรุนแรง : สามารถแสดงภาพหลอดเลือดหัวใจอย่างละเอียดระดับมิลลิเมตร พร้อมประเมินการไหลเวียนของเลือดแบบเรียลไทม์ ซึ่งแตกต่างจากการตรวจภาพนิ่ง เช่น CT หรือ MRI จึงช่วยระบุตำแหน่งและเปอร์เซ็นต์การตีบตันของหลอดเลือดได้แม่นยำ ทำให้เลือกวิธีรักษาได้อย่างเหมาะสม เช่น การใช้ยาขยายหลอดเลือด การใส่ขดลวด (PCI) หรือการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG)
- รักษาควบคู่ได้ทันที : หากพบหลอดเลือดตีบรุนแรง แพทย์สามารถใส่บอลลูนขยายหลอดเลือด (Balloon Angioplasty) หรือใส่ขดลวด (Stent) เพื่อเปิดทางให้เลือดไหลเวียนได้ทันที
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจหลอดเลือดหัวใจ (CAG)
การตรวจฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ หรือ CAG (Coronary Angiography) แพทย์จะพิจารณาทำการตรวจในผู้ที่มีอาการหรือมีภาวะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ได้แก่
- กรณีฉุกเฉิน เช่น ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือเจ็บหน้าอกเฉียบพลันรุนแรง
- ผู้ที่มีอาการบ่งชี้ว่าอาจเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น เจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักกดทับ บีบรัด หรือปวดร้าวไปที่แขน คอ กราม หรือหลัง เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หน้ามืด อ่อนเพลีย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหมดสติ รวมถึงกรณีที่อาการเจ็บหน้าอกรุนแรงขึ้น ถี่ขึ้น หรือเกิดขึ้นในขณะพัก
- ตรวจพบระดับเอนไซม์หัวใจ (Troponin) สูงกว่าปกติ ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจได้รับความเสียหาย
- ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG) หรือการทดสอบสมรรถภาพหัวใจ เช่น Exercise Stress Test ผิดปกติ
- ผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ หรือมีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือมีอาการคล้ายโรคหัวใจ แม้ผลการตรวจพื้นฐานไม่พบความผิดปกติอย่างชัดเจน
ขั้นตอนการตรวจหลอดเลือดหัวใจ (CAG)
การตรวจหลอดเลือดหัวใจ (CAG) เป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูง เมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน สำหรับการตรวจเพื่อการวินิจฉัยโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องทำการรักษาเพิ่มเติมทันทีในระหว่างการตรวจจะใช้เวลานานขึ้น ทั้งนี้ขั้นตอนการตรวจมีดังนี้
- แพทย์ทำการซักประวัติสุขภาพ ตรวจค่าการทำงานของไต ประวัติการแพ้ยาและสารทึบรังสี ยาที่กินเป็นประจำ โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- โดยทั่วไปแพทย์จะให้งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพื่อป้องกันการสำลักในระหว่างทำหัตถการ และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
- ในห้องตรวจ ผู้ป่วยจะได้รับการเปิดเส้นเลือดดำ (Intravenous Access) เพื่อให้สารน้ำและยา ติดตั้งเครื่องติดตามสัญญาณชีพ ได้แก่ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ความดันโลหิต และระดับออกซิเจนในเลือด อาจมีการให้ยาคลายกังวลเพื่อให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย แต่ยังคงรู้สึกตัวและสามารถสื่อสารกับแพทย์ได้
- พยาบาลจะจัดท่าให้ผู้ป่วยจะนอนราบบนเตียงพิเศษสำหรับการเอกซเรย์ในห้องปฏิบัติการฉีดสีสวนหัวใจ (Cath Lab) ซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ หลังจากพยาบาลทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะใส่สายสวน ซึ่งอาจเป็นหลอดเลือดแดงที่ข้อมือหรือที่ขาหนีบ จากนั้นแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อระงับความรู้สึกเจ็บปวด
- แพทย์แทงเข็มเพื่อเปิดทางเข้าหลอดเลือดและสอดท่อนำ ก่อนที่จะสอดสายสวน (Catheter) ขนาดเล็กเข้าไปตามหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) ไปจนถึงบริเวณปากทางเข้าของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Ostia) เพื่อฉีดสารทึบรังสีและถ่ายภาพหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งนำทางด้วยภาพเอกซเรย์แบบเคลื่อนไหว (Fluoroscopy) โดยตลอดกระบวนการนี้ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวและสามารถสื่อสารกับแพทย์ได้
- เมื่อปลายสายสวนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง แพทย์จะฉีดสารทึบรังสีปริมาณเล็กน้อยผ่านสายสวนเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจแต่ละเส้น ทำให้มองเห็นหลอดเลือดหัวใจได้ชัดเจนภายใต้ภาพเอกซเรย์
- แพทย์จะบันทึกภาพเคลื่อนไหวของหลอดเลือดหัวใจจากหลายๆ มุม เพื่อประเมินหาตำแหน่งที่มีการตีบแคบหรืออุดตัน ความรุนแรงของรอยโรค และลักษณะทางกายวิภาคของหลอดเลือด หากพบว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันรุนแรง แพทย์อาจให้การรักษาต่อเนื่อง ด้วยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด และ/หรือใส่ขดลวด (Stent)
- เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจแพทย์จะนำสายสวนออก ทำการห้ามเลือดบริเวณที่ใส่สายสวนด้วยการกดหรือใช้อุปกรณ์ช่วยห้ามเลือด
- ผู้ป่วยจะพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการ โดยมีการติดตามสัญญาณชีพ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกหรือเลือดคั่งบริเวณที่ใส่สายสวน หรืออาการเจ็บหน้าอก
- กรณีใส่สายสวนทางข้อมือ ผู้ป่วยจะสามารถลุกนั่งหรือเคลื่อนไหวได้เร็วกว่า หากใส่สายสวนทางขาหนีบผู้ป่วยจะต้องนอนราบโดยเหยียดขาตรงตลอดเวลา และจำกัดการเคลื่อนไหวประมาณ 4-6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันเลือดออก
ข้อดีของการตรวจหลอดเลือดหัวใจ (CAG)
การตรวจหลอดเลือดหัวใจ (CAG) เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันที่มีข้อดีหลายประการดังนี้
- ทำให้มองเห็นภาพหลอดเลือดหัวใจได้อย่างชัดเจน แพทย์สามารถระบุตำแหน่ง ลักษณะ และระดับความรุนแรงของการตีบหรืออุดตันได้แม่นยำ ไม่ว่าจะเกิดจากไขมัน หินปูน หรือลิ่มเลือด
- ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม เช่น การใช้ยา การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน การใส่ขดลวด หรือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG)
- หากจำเป็น สามารถทำการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดและใส่ขดลวดต่อเนื่องได้ทันที โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก ช่วยลดระยะเวลาการรักษาและภาวะแทรกซ้อน
- เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แผลมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว พักในโรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน
มีความปลอดภัยสูง การเกิดภาวะแทรกซ้อนพบได้น้อยมาก (ประมาณ 0.01-0.5%)
- ใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยรู้สึกตัวตลอด ลดความเสี่ยงจากการดมยาสลบ
- สามารถประเมินสุขภาพหัวใจโดยรวม เช่น การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ การวัดความดันในห้องหัวใจและหลอดเลือดปอด และใช้ในการวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาโรคหัวใจ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดหรือเสียชีวิตเฉียบพลันได้ การเข้ารับการตรวจคัดกรองจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือเริ่มมีอาการผิดปกติ เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาได้ทันท่วงที ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน
ที่ โรงพยาบาลพญาไท 2 เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคหัวใจ พร้อมด้วยเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย เช่น การตรวจฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (CAG) ที่แม่นยำและปลอดภัย เพื่อดูแลคุณตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินความเสี่ยง วินิจฉัย ไปจนถึงการรักษาอย่างครอบคลุม
นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังสามารถเลือกบริการที่ตรงกับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นห้องพักที่สะดวกสบาย บริการอาหาร และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพยาบาลส่วนตัว รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้วยแนวคิด Value Healthcare ที่ผสานคุณภาพทางการแพทย์กับความคุ้มค่า สามารถปรับแผนการตรวจรักษาให้สอดคล้องกับงบประมาณ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เพื่อให้มั่นใจว่าท่านจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดในทุกขั้นตอน
