โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม จากข้อมูล “กรมควบคุมโรค” ระบุว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก พบผู้ป่วยจำนวน 80 ล้านคน ผู้เสียชีวิตประมาณ 5.5 ล้านคน และยังพบผู้ป่วยใหม่ถึง 13.7 ล้านคนต่อปี โดย 1 ใน 4 เป็นผู้ป่วยที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป และร้อยละ 60 เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผศ.นพ.อิทธิชัย ศักดิ์อรุณชัย ประสาทศัลยแพทย์และรังสีร่วมรักษาระบบประสาท รพ.พญาไท 2 จะมาบอกวิธีการป้องกัน และการรักษาของโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองให้เราทราบกัน “ป้องกัน ก่อนสายเกินแก้”
การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองสามารถทำได้จากการซักประวัติ การตรวจร่างกายดังกล่าวเบื้องต้น รวมถึงพบจากการส่งตรวจทางภาพรังสีวิทยาเพิ่มเติมได้ ดังนี้
1. การถ่ายภาพสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography – CT Scan) โดยการทำ CT Scan ใช้รังสีเอ็กซ์ในการสร้างภาพตัดขวางของสมอง ช่วยตรวจหาการมีเลือดออกในสมองซึ่งจะมีลักษณะจำเพาะที่ตำแหน่งใต้เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งทำได้ง่ายและใช้เวลาไม่นาน ไม่จำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสี ใช้เป็นการตรวจขั้นแรกของภาวะนี้

2. การถ่ายภาพหลอดเลือดสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography Angiography – CTA) CTA เป็นการตรวจ CT Scan ที่ใช้สารทึบรังสีฉีดเข้าหลอดเลือดดำเพื่อให้เห็นภาพของหลอดเลือดได้ชัดเจนขึ้น จะพบหลอดเลือดที่มีความผิดปกติ สามารถวางแผนการรักษาต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นขั้นต่อจากการทำ CT scan ก่อนหน้านี้ ใช้เวลาในการทำไม่นาน

3. การถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging – MRI): MRI ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุในการสร้างภาพของสมองที่มีความละเอียดสูง สามารถตรวจพบเลือดที่ออกในสมอง
และรายละเอียดของเนื้อสมองรอบ ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยปราศจากการใช้รังสีเอ็กซ์ แต่ต้องใช้เวลาทำที่นานขึ้น และต้องใช้ความร่วมมือจากผู้ป่วยที่ต้องอยู่นิ่ง

4. การถ่ายภาพหลอดเลือดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Angiography – MRA): MRA
เป็นการตรวจ MRI ที่เน้นการดูรายละเอียดของหลอดเลือดในสมอง ช่วยให้แพทย์เห็นภาพของหลอดเลือดโป่งพองได้ชัดเจน สามารถตรวจได้อย่างละเอียดและมีความแม่นยำสูง เป็นเทคนิคการถ่ายภาพที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุเพื่อสร้างภาพหลอดเลือดในสมอง การตรวจ MRA Brain เป็นวิธีที่ปลอดภัยและไม่ทำให้เกิดอันตรายจากรังสี จากเทคนิคการสร้างภาพของเครื่อง MRI อาจจะไม่จำเป็นต้องทำการฉีดสารทึบรังสีร่วมด้วย เพื่อดูหลอดเลือดสมอง จึงทำให้มีความปลอดภัย และสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องกังวลกับค่าการทำงานของไต หรือการเจาะหลอดเลือดดำเพื่อทำการฉีดสารทึบรังสี

5. การถ่ายภาพหลอดเลือดสมองโดยการตรวจแบบผ่านสายสวน (Cerebral Angiography) การใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงและทำการฉีดสารทึบรังสีขณะทำการตรวจเพื่อให้เห็นภาพของหลอดเลือดในสมองอย่างละเอียด โดยเครื่องจะทำการสร้างภาพเป็นสามมิติเพื่อดูหลอดเลือดอย่างละเอียด การตรวจแบบนี้นับว่าเป็นวิธีมาตรฐานที่มีความแม่นยำที่สุด (gold standard) วิธีนี้มักใช้ในกรณีที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือในการเตรียมการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือใส่ขดลวด และทำในกรณีที่เห็นภาพจากการตรวจด้วยวิธีอื่นยังไม่ชัดเจน


ภาพแสดงการการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยเครื่อง DSA แบบ 2 และ 3 มิติ
โดยแสดงให้เห็นหลอดเลือดสมองโป่งพองตามลูกศรชี้
การรักษา
การรักษาหลัก คือ ทำให้ไม่มีเลือดเข้าไปที่กระเปาะหลอดเลือดโป่งพอง เพื่อลดภาวะเลือดออกในสมองที่ทำให้เกิดการเพิ่มความดันในสมองตามมา การรักษาโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของหลอดเลือดโป่งพอง รวมถึงอาการทั่วไปของผู้ป่วย วิธีการรักษา ได้แก่ การรักษาเบื้องต้นในภาวะฉุกเฉิน ถ้าผู้ป่วยหมดสติ จำเป็นต้องสอดท่อช่วยหายใจ ร่วมกับควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในค่าที่ปกติ พิจารณาให้ยาลดความดันถ้าผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน ให้ยากันชัก ถ้ามีอาการชัก ให้ยาลดความดันสมองถ้ามีภาวะสมองบวมมาก รวมถึงการเตรียมการส่งตรวจขั้นพื้นฐานเพื่อเตรียมการรักษาในขั้นถัดไป ทั้งนี้ สามารถทำการผ่าตัดเบื้องต้น เช่น ใส่สายระบายน้ำในโพรงสมองชั่วคราวถ้าเกิดภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง เพื่อลดความดันสมองให้ลดลงอย่างรวดเร็ว
การรักษาเฉพาะ เป็นการทำการรักษาภายหลังจากการตรวจพบหลอดเลือดสมองโป่งพอง พร้อมระบุขนาด
และตำแหน่งได้ชัดเจนแล้ว มีดังต่อไปนี้
1. การผ่าตัดแบบหนีบหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Microsurgical aneurysm clipping): เป็นการผ่าตัดเปิดกะโหลก เพื่อหนีบหลอดเลือดโป่งพองเพื่อป้องกันการแตกซ้ำโดยผ่านกล้องผ่าตัดกำลังขยายขนาดสูง (microscopic) การใช้คลิปหนีบพิเศษที่ทำจากโลหะเพื่อหนีบหลอดเลือดโป่งพองให้ปิดสนิท ป้องกันไม่ให้เลือดไหลเข้าไปในบริเวณโป่งพองอีก ซึ่งจะมีความแม่นยำและหายขาดสูงหลังจากทำการรักษาสำเร็จ แต่ต้องมีแผลผ่าตัดเปิดสมอง


ภาพแสดงการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดโดยใช้คลิปหนีบหลอดเลือดสมองโป่งพอง
2. การรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือดสมองอุดด้วยขดลวดขนาดเล็ก (Endovascular Coiling): เป็นการรักษาเทียบเคียงแบบผ่าตัด แต่ไม่ต้องมีแผลเปิดกะโหลก ใส่สายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดที่ขาหนีบ
เพื่อนำขดลวดขนาดเล็ก (coil) หรือท่อขดลวดค้ำยันหลอดเลือด (stent) เข้าไปในหลอดเลือดโป่งพอง
เพื่อป้องกันการแตกซ้ำ ทำการรักษาภายใต้เครื่องตรวจเอกซเรย์หลอดเลือดโดยเฉพาะ (digital subtraction angiography: DSA) โดยแพทย์ผู้ทำการรักษาจะสามารถเห็นภาพหลอดเลือดจากการฉีดสารทึบรังสีเข้าไป
ในหลอดเลือดสมองขณะทำการรักษา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน และเจ็บตัวน้อยที่สุด
ในการรักษาหลอดเลือดสมองโป่งพองแตกในปัจจุบัน


ภาพที่ได้จากการฉีดสารทึบรังสีจากเครื่อง DSA แบบสามมิติ ภาพการอุดหลอดเลือดสมองโป่งพองด้วยขดลวด (coil) ตามลูกศรชี้ แสดงให้เห็นหลอดเลือดสมองโป่งพองตามลูกศรชี้
การป้องกัน
การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพ เช่น
- เลิกสูบบุหรี่
- ควบคุมความดันโลหิต
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อเฝ้าระวังโรค
การคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
การคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการตรวจหาภาวะหลอดเลือดโป่งพองในสมองก่อนที่จะแตกออก การตรวจคัดกรองสามารถช่วยในการป้องกันและรักษาภาวะที่อาจเป็นอันตรายนี้ได้ทันท่วงที
การคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองเป็นวิธีที่สำคัญในการตรวจหาภาวะนี้ในระยะเริ่มต้น การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยป้องกันการแตกของหลอดเลือดและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การใช้วิธีการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมและการติดตามผลอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งที่สำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง
วิธีการคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองสามารถทำได้ ดังต่อไปนี้
- การซักประวัติและการตรวจร่างกายโดยแพทย์
-
- แพทย์จะสอบถามประวัติสุขภาพของผู้ป่วย รวมถึงประวัติครอบครัวที่มีโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหลอดเลือดอื่น ๆ
- การตรวจร่างกายเบื้องต้น เพื่อหาสัญญาณและอาการที่อาจบ่งบอกถึงภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง
- การถ่ายภาพหลอดเลือดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA)
-
- MRA เป็นวิธีการตรวจที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างภาพหลอดเลือดในสมอง สามารถตรวจหาหลอดเลือดโป่งพองได้โดยไม่ต้องใช้สารทึบรังสี ไม่ต้องเสี่ยงต่อการได้รับรังสี ไม่ต้องเจาะเลือดขณะทำการตรวจ
- การถ่ายภาพหลอดเลือดสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CTA)
-
- CTA เป็นวิธีการตรวจที่ใช้คลื่นเสียงและสารทึบรังสีในการสร้างภาพหลอดเลือดในสมอง สามารถตรวจหาหลอดเลือดโป่งพองได้อย่างละเอียด
- การถ่ายภาพหลอดเลือดสมองโดยการตรวจแบบผ่านสายสวน (Cerebral Angiography)
-
- การตรวจโดยการใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดและฉีดสารทึบรังสี เพื่อตรวจดูภาพหลอดเลือดในสมองอย่างละเอียด
วิธีนี้เป็นการตรวจที่แม่นยำที่สุด แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่า
กลุ่มที่ควรได้รับการคัดกรอง
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
-
- ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองควรได้รับการคัดกรองเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่า
- ผู้ที่มีภาวะทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้อง
-
- โรคทางพันธุกรรม เช่น Polycystic Kidney Disease (PKD) และ Ehlers-Danlos Syndrome (EDS) มีความเสี่ยงสูงในการเกิดหลอดเลือดสมองโป่งพอง
- ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง
-
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรได้รับการคัดกรอง เนื่องจากความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
- ผู้ที่สูบบุหรี่
-
- การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับการเกิดหลอดเลือดสมองโป่งพอง ผู้ที่สูบบุหรี่ควรได้รับการคัดกรอง
- ผู้ที่มีประวัติการใช้ยาเสพติด
-
- ผู้ที่ใช้ยาเสพติดบางชนิด เช่น โคเคน มีความเสี่ยงสูงในการเกิดหลอดเลือดสมองโป่งพองและควรได้รับการคัดกรอง
สรุป
โรคหลอดเลือดสมองโป่งพองเป็นโรคที่มีความเสี่ยงสูง แต่สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ หากได้รับการดูแลที่เหมาะสมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การป้องกันและการรักษาโรคนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การคัดกรองจึงมีส่วนสำคัญมากในกลุ่มเสี่ยง สามารถตรวจเจอโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองก่อนที่จะแตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำการตรวจด้วย MRI MRA สมอง เนื่องจากเป็นวิธีที่ไม่เจ็บตัว เห็นภาพได้อย่างละเอียด ไม่โดนรังสีและยังมีวิธีการรักษาที่ทันสมัย เจ็บตัวน้อย ปลอดภัย ได้ผลดี สามารถเรียก “การโกงความตาย” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ผศ. นพ.อิทธิชัย ศักดิ์อรุณชัย
ประสาทศัลยแพทย์และรังสีร่วมรักษาระบบประสาท รพ.พญาไท 2
