เพราะเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก โรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็ก แม้เป็นโรคเดียวกัน แต่สาเหตุ อาการ และความรุนแรงที่เกิดกับเด็กอาจสร้างปัญหาได้มากกว่ากับการเกิดโรคในผู้ใหญ่ ทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของอวัยวะ และการเจริญเติบโตของร่างกายในระยะยาวได้ โดยเฉพาะหากเกิดภาวะกรวยไตอักเสบ วันนี้เราจึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จักกับโรคนี้ ทั้งลักษณะอาการ การตรวจวินิจฉัย และการรักษา พร้อมวิธีป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค
กรวยไตอักเสบในเด็ก (Pyelonephritis) คืออะไร พบได้บ่อยแค่ไหน?
กรวยไตอักเสบในเด็ก (Pyelonephritis) หรือการติดเชื้อที่ไต คือภาวะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ไตหรือกรวยไต โดยส่วนใหญ่จะเป็นแบคทีเรีย อี. โคไล (Escherichia coli : E. coli) ซึ่งพบได้ในทวารหนักและลำไส้ใหญ่ โดยเชื้อจะเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะผ่านทางท่อปัสสาวะ และเดินทางผ่านท่อไตขึ้นไปยังไต ทำให้เกิดโรคกรวยไตอักเสบได้ ภาวะนี้พบได้ราว 3% ในทารก โดยมักเกิดในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากระบบทางเดินปัสสาวะของเด็กยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับไปยังไต (Vesicoureteral reflux : VUR) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ และยังพบได้ในเด็กที่มีความผิดปกติของไตหรือท่อไตแต่กำเนิด
โดยในช่วงวัยทารก เด็กผู้ชายจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดกรวยไตอักเสบจากการมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) สูงกว่าเด็กผู้หญิง เพราะเด็กผู้ชายมีโอกาสที่จะมีความผิดปกติแต่กำเนิดของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ภาวะถอยกลับของปัสสาวะไปยังไต (vesicoureteral reflux) หรือ ภาวะท่อปัสสาวะตีบตัน อย่างไรก็ตามเมื่อเด็กโตขึ้น เด็กผู้หญิงจะมีความเสี่ยงมากกว่าเด็กผู้ชาย เพราะท่อปัสสาวะอยู่ใกล้กับทวารหนักมากกว่า ทำให้มีโอกาสปนเปื้อนแบคทีเรียได้ง่ายกว่า
ทั้งนี้ ภาวะกรวยไตอักเสบอาจทำให้ไตเสียหายถาวร โดยเฉพาะในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรงหรือเกิดซ้ำบ่อยๆ จึงส่งผลต่อการเจริญเติบโตและทำให้เกิดพังผืดในไต โรคไตเรื้อรัง หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง
ปัจจัยและสาเหตุที่ทำให้กรวยไตอักเสบในเด็ก
การเกิดภาวะกรวยไตอักเสบในเด็ก เกิดได้จากปัจจัยและสาเหตุเหล่านี้ เช่น
- การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTIs) ที่แพร่กระจายจากกระเพาะปัสสาวะไปสู่ไต
- ภาวะปัสสาวะไหลย้อน (Vesicoureteral Reflux : VUR) เกิดจากการที่ปัสสาวะไหลย้อนกลับจากกระเพาะปัสสาวะไปยังท่อไต (ureter) และขึ้นไปถึงกรวยไต (renal pelvis) ภาวะเช่นนี้มักทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำๆ เพราะเกิดจากความผิดปกติของท่อไต โดยส่วนปลายของท่อไตที่ต่อเข้ากับกระเพาะปัสสาวะมักสั้นผิดปกติหรืออยู่ผิดตำแหน่ง บางกรณีอาจเกิดจากการมีการอุดตันของท่อปัสสาวะ เช่น มีนิ่วในไต หรือเป็นความผิดปกติแต่กำเนิด รวมไปถึงกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติจนเกิดแรงดันสูงขึ้น ส่งผลให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับขึ้นไปยังกรวยไต ภาวะปัสสาวะไหลย้อนยังอาจเกิดจากปลายหนังหุ้มอวัยวะเพศไม่เปิดในเด็กผู้ชาย (phimosis) และภาวะแคมยึดติดในเด็กผู้หญิง (labial adhesion) ได้ด้วย
นอกจากนี้ การมีสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น การทำความสะอาดที่ไม่เหมาะสมจนเกิดแบคทีเรียสะสมในบริเวณรอบอวัยวะเพศ หรือ การใช้สายสวนปัสสาวะ ก็อาจทำให้แบคทีเรียแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะได้ รวมถึง การขาดน้ำจนทำให้ปัสสาวะเข้มข้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
อาการกรวยไตอักเสบในเด็ก
เมื่อเด็กมีภาวะกรวยไตอักเสบ อาการส่วนใหญ่จะคล้ายกับการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ แต่มัก รุนแรงกว่า โดย มีไข้สูงกว่า 38°C ปวดหลังส่วนล่างหรือบริเวณเอวจุดที่อยู่ใกล้ไต ปวดท้อง อาจมีคลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย หงุดหงิด ไม่สบายตัว ปัสสาวะบ่อยหรือแสบขัด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย เด็กเบ่งหรือร้องงอแงขณะปัสสาวะ มีสีขุ่น มีกลิ่นแรง บางครั้งอาจมีเลือดปน มักเป็นหยดเลือดตอนปัสสาวะสุด ในรายที่รุนแรงอาจพบลิ่มเลือดเล็กๆ ในปัสสาวะ ในเด็กบางคนอาจกลับมาปัสสาวะรดที่นอน ทั้งๆ ที่เคยควบคุมการปัสสาวะขณะนอนหลับได้แล้ว
ส่วนในเด็กแรกเกิดอาจมีอาการอื่นๆ เช่น ดูดนมไม่ดี น้ำหนักตัวไม่เพิ่ม ตัวเหลือง ซึม ร้องกวน หรือชัก และในเด็กโตอาจมีอาการปวดบริเวณบั้นเอว หลัง หรือบริเวณหัวหน่าว และด้วยอาการที่ไม่จำเพาะของภาวะกรวยไตอักเสบในเด็ก จึงควรได้รับการตรวจปัสสาวะทุกครั้งเมื่อเด็กมีไข้และตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติอื่นๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
ทั้งนี้ กรณีหากติดเชื้อรุนแรง เด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วย อาจก่อให้เกิด ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้จากการทำงานของอวัยวะล้มเหลว ความดันโลหิตต่ำ และช็อก หรือบางรายอาจเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันที่ไต (Acute Kidney Injury, AKI) ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของไตจะลดลงอย่างฉับพลัน จึงจำเป็นต้องให้แพทย์ดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน
การตรวจวินิจฉัยอาการกรวยไตอักเสบในเด็ก
นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว การวินิจฉัยอาการกรวยไตอักเสบในเด็ก มักต้องใช้การตรวจที่ซับซ้อนกว่าในผู้ใหญ่ เนื่องจากอาการที่ไม่จำเพาะ ซึ่งโดยทั่วไปจะทำการตรวจดังนี้
- ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เป็นการคัดกรองเบื้องต้นเพื่อหาการติดเชื้อ โดยพิจารณาจากเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ
- เพาะเชื้อจากปัสสาวะ (Urine Culture) เพื่อยืนยันการติดเชื้อและระบุชนิดของแบคทีเรีย
- ตรวจเลือดเพื่อดูปริมาณเม็ดเลือดขาว (CBC) หาค่าการอักเสบ และการเพาะเชื้อจากเลือดในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือด
- อัลตราซาวด์เพื่อตรวจหาความผิดปกติอื่นๆ เช่น มีฝีหรือการอุดกั้นในทางเดินปัสสาวะด้วยหรือไม่
- ตรวจ Voiding Cystourethrogram (VCUG) มักทำในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะปัสสาวะไหลย้อน (VUR) หรือมีการติดเชื้อซ้ำ โดยเป็นการถ่ายภาพเอกซเรย์หรือฟลูออโรสโคป (fluoroscopy) ขณะกระเพาะปัสสาวะมีปัสสาวะอยู่เต็มและขณะเด็กปัสสาวะ เพื่อดูการเคลื่อนไหวของปัสสาวะและการไหลย้อนกลับ
- การตรวจสแกนไต (DMSA scan) เพื่อประเมินการทำงานของไตและตรวจหาความเสียหายหรือรอยแผลเป็น (พังผืด) ในเนื้อไต
การรักษาภาวะกรวยไตอักเสบในเด็ก
เมื่อภาวะกรวยไตอักเสบมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ เป้าหมายสำคัญของการรักษาจึงเป็นการกำจัดหรือฆ่าเชื้อ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และลดความเสี่ยงของการเกิดซ้ำ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับความรุนแรงของโรค ซึ่งโดยทั่วไปจำเป็นต้องได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล (Admit) โดยเฉพาะถ้ามีอาการรุนแรง มีภาวะขาดน้ำ หรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งจะมีวิธีการรักษาดังนี้
- การให้ยาปฏิชีวนะ โดยให้ต่อเนื่อง 10-14 วัน เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย หากอาการไม่รุนแรงจะใช้เป็นยากิน แต่หากรุนแรงหรือเด็กไม่สามารถกินยาได้ก็จำเป็นต้องให้ยาทางหลอดเลือดดำ (IV Drip) โดยหลังรักษาด้วยยาปฏิชีวนะครบแล้ว แพทย์จะนัดตรวจปัสสาวะซ้ำ กรณีมีการติดเชื้อซ้ำๆ หรือเด็กมีภาวะปัสสาวะไหลย้อน (VUR) แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่อง เพื่อป้องกันในระยะยาว
- การรักษาตามอาการ เช่น การให้สารน้ำ การบรรเทาอาการปวดและการลดไข้
นอกจากนี้ อาจจะต้องมีการผ่าตัด เพื่อแก้ไขความผิดปกติของโครงสร้างไต เช่น การแก้ไขการอุดกั้นในท่อไต
ผลการรักษาและโอกาสในการเกิดซ้ำ
แม้ว่าการรักษาที่รวดเร็วและเหมาะสมจะช่วยให้การติดเชื้อหายขาด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดี แต่หากผู้ป่วยมีโครงสร้างไตที่ผิดปกติ ความเสี่ยงในการเกิดซ้ำจะยังคงมีอยู่ โดยพบว่า 30-50% ของเด็กที่มี VUR มีโอกาสติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ และนำไปสู่การเกิดภาวะกรวยไตอักเสบได้อีก นอกจากนี้ การรับยาไม่ครบตามที่กำหนด การรักษาสุขอนามัยที่ไม่ดี รวมถึงการขาดน้ำ ก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดซ้ำได้เช่นกัน
การป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะกรวยไตอักเสบในเด็ก
การป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะกรวยไตอักเสบในเด็ก ทำได้โดย
- รักษาสุขอนามัยที่ดี ผู้ปกครองควรสอนสุขลักษณะหลังการขับถ่ายให้มีการทำความสะอาดอย่างเหมาะสม เช่น ในเด็กหญิงควรเช็ดล้างทำความสะอาดจากด้านหน้าไปหลัง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ ไม่ควรใส่ผ้าอ้อมหรือชุดชั้นในที่รัดแน่น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะเข้มข้น
- กระตุ้นให้เด็กปัสสาวะบ่อยๆ ทุก 3-4 ชั่วโมง และก่อนนอน ไม่กลั้นปัสสาวะ เพราะปัสสาวะที่ค้างนานๆ ในกระเพาะปัสสาวะจะทำให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มจำนวนได้ดี
- การผ่าตัด แก้ไขความผิดปกติทางโครงสร้าง เพื่อป้องกันภาวะปัสสาวะไหลย้อน (VUR
- การใช้ยาปฏิชีวนะในขนาดต่ำในระยะยาว เพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ
ภาวะกรวยไตอักเสบในเด็ก (Pyelonephritis) จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว เมื่อคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองเข้าใจถึงสาเหตุและอาการในเบื้องต้นแล้ว ควรให้ความใส่ใจในการดูแลสุขภาพของบุตรหลาน หากเด็กมีอาการที่คล้ายหรือน่าสงสัยควรรีบพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะการตรวจ วินิจฉัย และการได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้ดี สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะการติดเชื้อซ้ำ จำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินหาปัจจัยเสี่ยง เพื่อทำการรักษาและป้องกันภาวะไตเสื่อมที่อาจเกิดขึ้นได้อนาคต
