นิ่วในถุงน้ำดียังพบบ่อยในคนไทย
กลุ่มเสี่ยงที่พบได้มากคือ ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ส่วนผู้ชายก็สามารถเกิดโรคนี้ได้เช่นกัน แม้จะมีโอกาสน้อยกว่า โดยปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดนิ่ว ได้แก่ พฤติกรรมการรับประทานอาหารมัน ภาวะอ้วน และพันธุกรรม
นิ่วในถุงน้ำดี โรคที่ไม่ควรมองข้าม
นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) เกิดจากการตกตะกอนของน้ำดีจนกลายเป็นก้อนแข็ง หากก้อนนิ่วอุดตันท่อน้ำดี จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวา คลื่นไส้ อาเจียน และอาจรุนแรงถึงขั้นถุงน้ำดีอักเสบหรือการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
ปัจจุบันการรักษามาตรฐานคือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก โดยมีวิวัฒนาการจากการผ่าตัดแบบเปิด ไปสู่การผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก และล่าสุดได้พัฒนาเป็น การผ่าตัดส่องกล้องไร้แผล ผ่านช่องคลอด หรือ SILS-V
SILS-V คืออะไร?
Single Incision Laparoscopic Surgery through the Vagina (SILS-V) คือเทคนิคการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีที่อาศัยช่องทางธรรมชาติ “ช่องคลอด” เพื่อนำอุปกรณ์ผ่าตัดเข้าสู่ช่องท้อง โดยมีเพียงรูเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 0.5 เซนติเมตรที่สะดือสำหรับใส่กล้องและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อขยายพื้นที่ให้แพทย์ทำงานได้สะดวก
จุดเด่น ของวิธีนี้คือ แทบไม่มีบาดแผลให้เห็นจากภายนอก ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด และฟื้นตัวได้เร็ว
ขั้นตอนการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีส่องกล้องไร้แผล (SILS-V)
- เจาะรูเล็กที่สะดือ (0.5 ซม.) ศัลยแพทย์จะเจาะรูเล็กที่บริเวณสะดือ เพื่อใส่กล้องส่องขนาดเล็ก และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในช่องท้อง เพื่อขยายพื้นที่และช่วยให้มองเห็นอวัยวะภายในได้ชัดเจน
- สอดอุปกรณ์ผ่านช่องคลอด ใช้อุปกรณ์ผ่าตัดขนาดเล็กผ่านทางช่องคลอด เพื่อเลาะและตัดถุงน้ำดีออก โดยไม่กระทบต่อมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์
- นำถุงน้ำดีออกอย่างปลอดภัย เมื่อถุงน้ำดีถูกแยกออกมาแล้ว จะใส่ถุงนิรภัย (Endo bag) เพื่อห่อหุ้ม และนำออกจากร่างกายทางช่องคลอด ป้องกันไม่ให้ของเหลวจากถุงน้ำดีรั่วไหลในช่องท้อง
- ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 40 นาที ระยะเวลาใกล้เคียงกับการผ่าตัดส่องกล้องแบบมาตรฐาน ไม่ทำให้ผู้ป่วยต้องนอนห้องผ่าตัดนานเกินจำเป็น
- การฟื้นตัวหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะเจ็บปวดน้อยมาก สามารถลุกเดิน รับประทานอาหารอ่อน และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว ที่สำคัญคือแทบไม่มีรอยแผลเป็นภายนอก
ข้อดีของการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีส่องกล้องไร้แผล (SILS-V)
- ไร้แผลเป็นภายนอก เพิ่มความมั่นใจด้านภาพลักษณ์
- เจ็บน้อยกว่าวิธีเดิม ลดการใช้ยาแก้ปวดหลังผ่าตัด
- พักฟื้นสั้น ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว
- ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น การเกิดไส้เลื่อนบริเวณแผลสะดือ
ข้อจำกัดของวิธีนี้ แม้ SILS-V จะมีข้อดีหลายประการ แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน เช่น
- ผู้ที่มีภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันรุนแรง
- ผู้ที่มีพังผืดในช่องท้องมากจากการผ่าตัดเดิม
- ผู้ป่วยเพศชาย (ยังคงใช้วิธีส่องกล้องทางหน้าท้องตามมาตรฐาน)
ผู้ที่เหมาะสมกับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านช่องคลอด (SILS-V)
- ผู้หญิงวัยทำงานหรือวัยกลางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30–60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบนิ่วในถุงน้ำดีบ่อย สรีรวิทยาของร่างกายเอื้อให้สามารถใช้ช่องคลอดเป็นทางผ่านอุปกรณ์ได้
- ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีนิ่วในถุงน้ำดี แต่ไม่มีการอักเสบเฉียบพลัน เช่น นิ่วที่ก่อให้เกิดอาการปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ คลื่นไส้ แน่นท้องหลังรับประทานอาหารมัน กรณีที่ไม่มีภาวะฉุกเฉิน การใช้ SILS-V จะปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี
- ผู้ที่ต้องการลดรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องความสวยงาม เช่น ไม่อยากมีรอยแผลที่หน้าท้องหรือสะดือ วิธีนี้ถือว่า “ไร้แผลเป็นภายนอก” ซึ่งตอบโจทย์ด้านภาพลักษณ์ได้ดี
- ผู้ที่ต้องการฟื้นตัวเร็ว ผู้ที่มีภาระงาน ต้องการกลับไปทำกิจวัตรประจำวันไว การผ่าตัด SILS-V มักเจ็บน้อย ใช้เวลาพักฟื้นสั้นกว่าวิธีดั้งเดิม
- ผู้ที่แพทย์ประเมินแล้วว่าไม่มีข้อห้าม ไม่มีภาวะอักเสบรุนแรง ไม่มีพังผืดมากจากการผ่าตัดช่องท้องครั้งก่อน ไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
ดูแลตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยง
แม้เทคโนโลยีการรักษาจะก้าวหน้า แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกัน
- เลี่ยงอาหารมันจัด
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องใต้ชายโครงขวา คลื่นไส้ หลังทานอาหารมัน
โรงพยาบาลพญาไท 2 เป็นแห่งแรกที่นำการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านช่องคลอดมาใช้ นำโดยทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางมากประสบการณ์ด้านการผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้อง ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเทคนิคและเครื่องมือให้ปลอดภัยและง่ายขึ้นกว่าเดิม ช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบทันทีหลังผ่าตัด
หากท่านมีอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวา หรือสงสัยว่ามีนิ่วในถุงน้ำดี การเข้ารับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม และเลือกแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลพญาไท 2 พร้อมให้การดูแลโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการแพทย์และความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
นพ. อังกูร อนุวงศ์
ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้อง
โรงพยาบาลพญาไท 2
