อาการปวดเอวหรือปวดบั้นเอวอย่างรุนแรง ปวดร้าวลงท้องน้อยหรือขาหนีบ ปัสสาวะแสบขัด หรือมีเลือดปนในปัสสาวะ อาจเป็นสัญญาณของ “นิ่วในท่อไต” ซึ่งเกิดจากก้อนนิ่วเคลื่อนจากไตลงมาอุดตันบริเวณท่อไต หากนิ่วมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถหลุดออกได้เอง หรือทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
หนึ่งในวิธีรักษาที่ใช้ในปัจจุบันคือ URSL (Ureteroscopic Lithotripsy) หรือ การส่องกล้องเข้าไปในท่อไตเพื่อสลายนิ่วด้วยเลเซอร์ เป็นการรักษาผ่านทางเดินปัสสาวะโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลบริเวณหน้าท้องหรือเอว ช่วยให้แพทย์เข้าถึงก้อนนิ่วและจัดการกับนิ่วได้โดยตรง
นิ่วในท่อไตคืออะไร?
นิ่วในท่อไต (Ureteral Stone) คือ ก้อนนิ่วที่อยู่ภายในท่อไต ซึ่งเป็นท่อที่ทำหน้าที่นำปัสสาวะจากไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะ ส่วนใหญ่นิ่วเกิดขึ้นภายในไตและเคลื่อนลงมาติดอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งของท่อไต
เมื่อนิ่วอุดกั้นทางเดินของปัสสาวะ อาจทำให้เกิดความดันย้อนกลับไปยังไต ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดอย่างรุนแรง และหากปล่อยให้อุดตันเป็นเวลานานหรือมีการติดเชื้อร่วมด้วย อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตได้
อาการของนิ่วในท่อไตที่ควรสังเกต
อาการของผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว โดยอาการที่พบได้ เช่น
- ปวดเอวหรือปวดบั้นเอวอย่างเฉียบพลัน
- ปวดเป็นพัก ๆ หรือปวดบีบรุนแรง
- ปวดร้าวลงบริเวณท้องน้อย ขาหนีบ หรืออวัยวะเพศ
- ปัสสาวะแสบขัด หรือปัสสาวะลำบาก
- ปัสสาวะบ่อยหรือรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย
- มีเลือดปนในปัสสาวะ
- คลื่นไส้ อาเจียนร่วมกับอาการปวด
- มีไข้หรือหนาวสั่น หากมีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย
โดยเฉพาะหากมี ไข้สูง หนาวสั่นร่วมกับอาการปวดเอวหรือสงสัยว่ามีนิ่วอุดตัน ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นภาวะติดเชื้อร่วมกับการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที
นิ่วในท่อไตทุกก้อนต้องรักษาด้วย URSL หรือไม่?
ไม่จำเป็น ผู้ป่วยบางรายที่มีก้อนนิ่วขนาดเล็กและไม่มีภาวะแทรกซ้อน นิ่วอาจเคลื่อนและหลุดออกมากับปัสสาวะได้เอง แพทย์อาจพิจารณาติดตามอาการร่วมกับการใช้ยาตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม หากนิ่วมีขนาดหรือตำแหน่งที่ทำให้มีโอกาสหลุดออกเองได้น้อย มีอาการปวดต่อเนื่อง เกิดการอุดกั้น กระทบต่อการทำงานของไต หรือมีข้อบ่งชี้อื่น แพทย์อาจพิจารณาวิธีรักษา เช่น การสลายนิ่วจากภายนอกร่างกาย หรือการส่องกล้องสลายนิ่วด้วยวิธี URSL
ดังนั้น วิธีรักษาที่เหมาะสมจึงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลจาก ขนาด จำนวน และตำแหน่งของนิ่ว ระดับการอุดกั้น อาการของผู้ป่วย การติดเชื้อ และการทำงานของไต
URSL (Ureteroscopic Lithotripsy) คืออะไร?
URSL (Ureteroscopic Lithotripsy) คือ การใช้กล้องขนาดเล็กสอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและขึ้นไปยังท่อไต เพื่อค้นหาตำแหน่งของก้อนนิ่วโดยตรง จากนั้นจึงใช้พลังงาน เช่น เลเซอร์ สลายก้อนนิ่วให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถนำชิ้นส่วนออกหรือช่วยให้เศษนิ่วสามารถผ่านออกจากระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
จุดสำคัญของวิธีนี้คือเป็นการเข้าถึงก้อนนิ่ว ผ่านช่องทางธรรมชาติของระบบทางเดินปัสสาวะ จึงไม่มีแผลผ่าตัดเปิดบริเวณหน้าท้องหรือเอว
ขั้นตอนการส่องกล้องสลายนิ่วในท่อไตด้วยเลเซอร์
ก่อนทำ URSL แพทย์จะประเมินสุขภาพของผู้ป่วย ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และพิจารณาการตรวจทางรังสี เช่น Ultrasound หรือ CT Scan เพื่อประเมินตำแหน่ง ขนาด จำนวนของนิ่ว รวมถึงภาวะอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ
ระหว่างการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการระงับความรู้สึกหรือดมยาสลบตามความเหมาะสม จากนั้นแพทย์จะสอดกล้องผ่านท่อปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและท่อไต เมื่อพบก้อนนิ่ว จะใช้เลเซอร์สลายนิ่วให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ และอาจนำเศษนิ่วบางส่วนออกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ
ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาใส่ สายสวนท่อไต หรือ Double J Stent (DJ Stent) ไว้ชั่วคราว เพื่อช่วยให้ปัสสาวะไหลจากไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะได้สะดวก ลดการอุดกั้นจากอาการบวมหลังทำหัตถการ และช่วยให้ท่อไตฟื้นตัว ก่อนนำสายออกตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
จุดเด่นของการรักษานิ่วด้วย URSL
URSL เป็นหนึ่งในทางเลือกที่แพทย์สามารถพิจารณาใช้รักษานิ่วในท่อไต โดยมีจุดเด่น ได้แก่
- เข้าถึงก้อนนิ่วผ่านทางเดินปัสสาวะโดยตรง
- สามารถมองเห็นตำแหน่งของนิ่วผ่านกล้อง
- ใช้เลเซอร์ช่วยสลายก้อนนิ่วให้มีขนาดเล็กลง
- ไม่มีแผลผ่าตัดเปิดบริเวณหน้าท้องหรือเอว
- สามารถนำเศษนิ่วบางส่วนออกได้ในระหว่างทำหัตถการ
- โดยทั่วไปใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด
- สามารถพิจารณาใช้กับนิ่วในตำแหน่งและขนาดต่าง ๆ ตามการประเมินของแพทย์
อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาและความเหมาะสมของ URSL แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย และในบางกรณีอาจจำเป็นต้องทำหัตถการมากกว่าหนึ่งครั้ง
ใครบ้างที่แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วย URSL?
แพทย์อาจพิจารณาการส่องกล้องสลายนิ่วในผู้ป่วยที่มีภาวะ เช่น
- นิ่วในท่อไตที่มีโอกาสหลุดออกเองได้น้อย
- มีอาการปวดจากนิ่วอย่างต่อเนื่องหรือรบกวนการใช้ชีวิต
- นิ่วทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ
- มีภาวะไตบวมหรือการทำงานของไตได้รับผลกระทบ
- การรักษาหรือการติดตามด้วยวิธีอื่นไม่เหมาะสมหรือไม่ได้ผลตามที่คาด
- แพทย์ประเมินแล้วว่าการส่องกล้องเป็นวิธีที่เหมาะสมกับตำแหน่งและลักษณะของนิ่ว
ทั้งนี้ หากมีการติดเชื้อรุนแรงร่วมกับทางเดินปัสสาวะอุดตัน แพทย์อาจจำเป็นต้องรักษาการติดเชื้อและระบายปัสสาวะที่คั่งอยู่ก่อน แล้วจึงพิจารณาการกำจัดนิ่วในขั้นตอนถัดไป
หลังทำ URSL ต้องพักฟื้นนานไหม?
ระยะเวลาพักฟื้นขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ลักษณะของนิ่ว ความซับซ้อนของหัตถการ และการใส่สาย DJ Stent ผู้ป่วยบางรายสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ค่อนข้างเร็วตามคำแนะนำของแพทย์ หลังทำหัตถการอาจพบอาการบางอย่างชั่วคราว เช่น
- ปัสสาวะแสบขัด
- ปัสสาวะบ่อยหรือรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย
- มีเลือดปนในปัสสาวะเล็กน้อย
- ปวดหรือไม่สบายบริเวณเอวหรือท้องน้อย
- รู้สึกระคายเคืองจากสาย DJ Stent หากมีการใส่สาย
ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ รับประทานยาตามที่กำหนด และมาตรวจติดตามตามนัด หากมี ไข้สูง หนาวสั่น ปวดรุนแรงขึ้น ปัสสาวะไม่ออก หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรกลับมาพบแพทย์โดยเร็ว
รักษานิ่วแล้ว ทำไมยังต้องติดตามต่อ?
การกำจัดก้อนนิ่วไม่ได้หมายความว่านิ่วจะไม่กลับมาเกิดอีก ผู้ที่เคยเป็นนิ่วมีโอกาสเกิดนิ่วซ้ำได้ จึงควรหาสาเหตุและประเมินปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย โดยแพทย์อาจพิจารณาตรวจองค์ประกอบของนิ่ว ตรวจเลือด หรือตรวจปัสสาวะเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่เหมาะสม
การป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำอาจรวมถึงการดื่มน้ำให้เพียงพอ การปรับอาหาร ลดปัจจัยเสี่ยงบางประการ และดูแลโรคประจำตัวตามคำแนะนำของแพทย์ โดยแนวทางป้องกันควรปรับให้เหมาะกับชนิดของนิ่วและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่องกล้องสลายนิ่วในท่อไตด้วยเลเซอร์ URSL
Q : การส่องกล้องสลายนิ่วในท่อไตด้วยเลเซอร์ URSL เจ็บไหม?
A : การทำ URSL มีการระงับความรู้สึกหรือดมยาสลบตามความเหมาะสม ระหว่างทำหัตถการผู้ป่วยจึงไม่ควรรู้สึกเจ็บตามปกติ หลังทำอาจมีอาการแสบขัด ปวดหรือระคายเคืองได้ชั่วคราว โดยเฉพาะในรายที่ใส่สาย DJ Stent
Q : การส่องกล้องสลายนิ่วในท่อไตด้วยเลเซอร์ URSL มีแผลผ่าตัดหรือไม่?
A : โดยทั่วไปไม่มีแผลผ่าตัดเปิดที่หน้าท้องหรือเอว เนื่องจากแพทย์นำกล้องและอุปกรณ์เข้าสู่ท่อไตผ่านทางท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ
Q : สลายนิ่วด้วยเลเซอร์แล้วนิ่วหายหมดเลยหรือไม่?
A : ขึ้นอยู่กับขนาด จำนวน ตำแหน่ง และความซับซ้อนของนิ่ว บางรายสามารถจัดการนิ่วได้ภายในครั้งเดียว ขณะที่บางรายอาจมีเศษนิ่วเหลือหรือจำเป็นต้องรักษาเพิ่มเติม แพทย์จะประเมินและติดตามผลเป็นรายบุคคล
Q : ทำไมต้องใส่สาย DJ Stent หลังส่องกล้อง?
A : สาย DJ Stent ช่วยให้ปัสสาวะระบายจากไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะได้สะดวก และช่วยลดปัญหาการอุดกั้นจากอาการบวมของท่อไตหลังหัตถการ ไม่จำเป็นต้องใส่ในผู้ป่วยทุกราย โดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม
Q : นิ่วในท่อไตปล่อยให้หลุดเองได้ไหม?
A : นิ่วบางก้อนสามารถหลุดออกเองได้ โดยขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว รวมถึงสภาพของผู้ป่วย หากมีอาการปวดมาก มีการอุดตัน มีไข้หรือการติดเชื้อ หรือแพทย์ประเมินว่านิ่วมีโอกาสหลุดเองได้น้อย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม
Q : หลังรักษานิ่วแล้วมีโอกาสเป็นซ้ำหรือไม่?
A : มีโอกาสเกิดนิ่วซ้ำได้ การติดตามหาสาเหตุ ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์จึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลระยะยาว
ปวดเอว ปัสสาวะเป็นเลือด อย่ารอให้นิ่วอุดตันรุนแรง
นิ่วในท่อไตบางก้อนอาจหลุดออกได้เอง แต่บางก้อนอาจติดค้างจนเกิดการอุดตันและส่งผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะ การตรวจหาตำแหน่งและขนาดของนิ่วจึงมีความสำคัญต่อการเลือกแนวทางรักษา
URSL หรือการส่องกล้องสลายนิ่วในท่อไตด้วยเลเซอร์ เป็นหนึ่งในวิธีรักษาที่ช่วยให้แพทย์เข้าถึงและสลายก้อนนิ่วผ่านทางเดินปัสสาวะโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิด อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับลักษณะของนิ่ว อาการ และสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
หากมีอาการ ปวดเอวหรือปวดบั้นเอวรุนแรง ปวดร้าวลงท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะเป็นเลือด หรือสงสัยว่ามีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ สามารถเข้ารับคำปรึกษาและตรวจประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลพญาไท 2 เพื่อวินิจฉัยตำแหน่งและขนาดของนิ่ว รวมถึงวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
