เด็กๆ เปิดเทอมทีไร การแพร่ระบาดของ “โรคมือเท้าปาก” ก็มักจะตามมา เพราะติดต่อกันได้ง่าย โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ ที่ชอบหยิบจับสิ่งของเข้าปาก ในบ้านเรามีเรื่องหนึ่งที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่พอจะเบาใจได้บ้าง ก็คือโรคนี้เกิดจากไวรัสสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรนิ่งนอนใจนะคะ เพราะเชื้อโรคมือเท้าปากทุกสายพันธุ์มีโอกาสขึ้นไปเล่นงานสมองของลูกรักได้
เรามาหาคำตอบว่า ทำไมโรคมือเท้าปาก ถึงขึ้นไปเล่นงานถึงสมองของลูกได้ กับ นพ. อิสระ สังฆวะดี กุมารแพทย์ด้านระบบประสาทและสมองในเด็ก ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 3
ก่อนจะไปหาคำตอบข้อนี้ ต้องทบทวนกันก่อนว่า โรคมือเท้าปาก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส 2 กลุ่ม คือ enterovirus และ coxsackievirus ซึ่งในแต่ละภูมิภาคจะเกิดจากเชื้อต่างกัน ในบ้านเราส่วนใหญ่เป็น coxsackievirus ที่ไม่รุนแรง แค่มีแผลในคอ มีตุ่มขึ้นตามฝ่ามือฝ่าเท้า และหายเองได้ แต่ในมาเลเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ จะเป็น enterovirus71 ที่มีความรุนแรง เด็กติดเชื้อนี้มีโอกาสพิการหรือเสียชีวิตสูง และเนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองท่องเที่ยว เชื้อโรคนี้จึงพบในประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ.1968 แต่ไม่มีการเฝ้าระวังหรือตรวจละเอียดเท่าปัจจุบัน
มือเท้าปากขึ้นสมองได้ยังไง
เนื่องจากความรุนแรงของ enterovirus 71 มีสาเหตุมาจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เช่น ปอดบวมน้ำ ปอดติดเชื้อ และที่สำคัญคือ enterovirus71 จะมุ่งไปที่ก้านสมอง ซึ่งเป็นศูนย์รวมการทำงานของสมองทั้งหมด รวมทั้งควบคุมความดันในเลือด และเกี่ยวข้องกับระบบหายใจ เมื่อมีการอักเสบขึ้นมาระบบหายใจก็จะล้มเหลว ความดันตก ส่งผลให้ความพิการอื่นๆ ตามมา บางรายอาจถึงขั้นสมองหยุดทำงาน และเสียชีวิตได้ ซึ่งก็เป็นที่มาของคำว่า “โรคมือเท้าปากขึ้นสมอง” นั่นเอง ที่จริง coxsackievirus ก็ขึ้นสมองได้เช่นกัน เพียงแต่ตำแหน่งที่อักเสบจะไม่ใช่ก้านสมอง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่รุนแรงเท่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมี 2 เรื่อง คือ อายุ ในเด็กเล็กอาการจะรุนแรงกว่าในผู้ใหญ่ และโรคประจำตัวของเด็กเอง ถ้าเด็กมีโรคประจำตัวมากๆ ความรุนแรงของโรคก็จะสูงกว่า
อาการโรคมือเท้าปากที่ต้องใส่ใจ
โรคมือเท้าปากทั้งที่เกิดจาก enterovirus และ coxsackievirus จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ทั่วไป คือหลังเด็กรับเชื้อเข้ามาจะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 3-5 วัน ก่อนจะมีอาการให้เห็นคือ ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมดื่มน้ำ ตัวรุมๆ เหมือนมีไข้ ถ้าให้เด็กอ้าปากดูที่หลังคอก็จะพบแผลร้อนใน หลังจากนั้นแผลจะค่อยๆ ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การดื่มน้ำและกินอาหารลำบากมากขึ้น เด็กบางคนอาจกินไม่ได้เลย ทำให้หงุดหงิดงอแง อาจมีน้ำลายไหล เพราะว่ากลืนน้ำลายไม่ได้ และไข้ก็จะเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
หนูน้อยคนไหนแข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้เร็ว สามารถกำจัดเชื้อได้เร็ว และอาการก็จะหายเร็วกว่า โดยปกติแล้วเด็กสามารถหายเองได้ภายใน 7-10 วัน แต่ก็จะมีอาการที่ต้องเฝ้าระวังว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปากจาก enterovirus71 คือ มีไข้สูง กระตุกหรือผวาเวลานอน ถ้ามีอาการเหล่านี้แนะนำว่าควรรีบพาลูกไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจว่าเป็นเชื้อโรคชนิดไหน และเพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมต่อไป
แนวทางรักษาโรคมือเท้าปาก
ถ้าสงสัยว่าลูกน้อยเป็นโรคมือเท้าปาก คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาไปหาคุณหมอนะคะ เพื่อประเมินว่าขาดน้ำหรือเปล่า สามารถดื่มน้ำ และกินอาหารได้ไหม ถ้าพบว่าหนูน้อยกินอาหารได้น้อยกว่า 50% จากปกติ คุณหมอมักจะแนะนำให้นอนที่โรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ เช็ดตัวให้ไข้ลด และให้ยาประคับประคองตามอาการ ปกติการรักษาแผลในคอใช้ระยะเวลาประมาณ 4-5 วัน จะค่อยๆ ดีขึ้น เด็กจะค่อยๆ กลับมากินอาหารได้
ในบางรายที่เป็นเด็กโต คุณหมออาจพิจารณาให้ยาชาก่อนที่จะกินอาหารเพื่อลดอาการเจ็บปวด ช่วยให้กินได้มากขึ้น หลังจากนั้นคุณหมอจะแนะนำคุณพ่อคุณแม่เฝ้าระวังในเรื่องของการติดต่อไปยังคนอื่น โดยการฝึกให้เด็กล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบจับอย่างอื่น เสื้อผ้าก็ต้องซักล้างแยก ป้องกันไม่ให้มีใครมาสัมผัสกับตัวเขา และแจ้งทางโรงเรียนว่าน้องเป็นโรคมือเท้าปาก
ต่อมาคุณหมอจะค้นหาว่าเด็กติดเชื้อกลุ่มไหน ถ้าเป็นกลุ่ม coxsackievirus คือไม่มีไข้สูง ไม่นอนกระตุกหรือผวา จะรักษาตามอาการอย่างเดียว แต่ถ้าเข้าข่ายว่าเป็น enterovirus71 จะต้องเฝ้าระวังไม่ให้เชื้อตัวนี้ขึ้นไปที่ก้านสมอง สำหรับอาการบางอย่างที่อาจสงสัยว่าเชื้อโรคเข้าไปที่ก้านสมองแล้วก็คือ นอนกระตุกหรือผวา หรือในบางรายอาจจะชักด้วยก็เป็นได้
วิธีป้องกันโรคมือเท้าปาก
การป้องกันโรคมือเท้าปากอาจจะทำได้ลำบากสักหน่อย เพราะโดยธรรมชาติเด็กมักจะชอบหยิบของเข้าปากอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่พอจะทำได้ก็คือ ฝึกให้ลูกดูแลตัวเอง เช่น ล้างมือก่อนหยิบอาหาร หลีกเลี่ยงการไปคลุกคลีกับคนที่ป่วย หรือคุณพ่อคุณแม่อาจช่วยประชาสัมพันธ์ ว่าถ้ามีเด็กเข้าข่ายเป็นโรคมือเท้าปาก ให้แจ้งทางโรงเรียนแล้วประกาศหยุดโรงเรียนไปก่อน เพื่อป้องกันการกระจายหรือแพร่ระบาด
