ภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมได้ดี การมีระดับวิตามินเสริมภูมิต้านทานหรือเสริมภูมิคุ้มกันที่สูงเพียงพอ รวมถึงการดูแลสุขภาพและป้องกันการติดเชื้ออย่างถูกหลัก จึงนับเป็นการป้องกันโรคได้ดีอย่างหนึ่ง
หลังจากที่มีการระบาดของ COVID-19 มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับวิตามินดี บนฐานกลุ่มศึกษาขนาดใหญ่ออกมามากมาย เช่น 82.2% ของกลุ่มที่ติด COVID-19 ขาดวิตามินดี (<20 ng/ml), ผู้ที่วิตามินดีต่ำ (<30 ng/ml) ติด COVID-19 มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมากกว่าผู้มีระดับวิตามินดีปกติถึง 6 เท่า และมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าถึง 15 เท่า, ประชากรกลุ่มเสี่ยงสูง NCDs (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคระบบหัวใจและสมอง, โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคมะเร็งต่างๆ) ล้วนมีปัญหาว่าระดับวิตามินดีต่ำ เป็นต้น
ประโยชน์ของวิตามินดี ในแง่ของ COVID-19
วิตามินดี เป็นวิตามินฟรีที่ได้จากแสงแดด แต่น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่กลับมีวิตามินดีที่ต่ำกว่าเกณฑ์ แล้ววิตามินดีช่วยป้องกัน ตลอดจนลดความรุนแรงหากติดเชื้อ COVID -19 ได้อย่างไร เรามาหาคำตอบกัน…
ปกติแล้ว เม็ดเลือดขาวทุกชนิดจะมีตัวรับวิตามินดี (Receptor) ที่ผนังเซลล์ เมื่อไวรัสเข้ามาในระบบทางเดินหายใจของเรา การต่อสู้ phage 1 Innate immunity จะเกิดขึ้น โดยเม็ดเลือดขาวตัวกิน เช่น Macrophage, Neutrophil และตัวเก่ง NK cell จะปะทะโดยตรงกับไวรัส ส่วนเซลล์ปอดที่ติดเชื้อจะหลั่งสาร Interferon จะไปบอกเซลล์ข้างเคียงให้เตรียมรับมือกับไวรัส และเรียกเม็ดเลือดขาวเข้ามามากขึ้น ณ ตอนนี้ วิตามินดีจะเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อกระตุ้นให้หลั่งสาร Beta-defensins และ Cathelicidins ออกมาเพื่อช่วยทำลาย โดยการเจาะเปลือกของไวรัส แยกโปรตีนของไวรัสออกมาเป็นส่วนๆ จนไวรัสหมดสภาพ หากร่างกายมีระดับวิตามินดีพอเพียง ผู้ติดเชื้อก็อาจแทบไม่มีอาการใดๆ เลย
ระหว่างนี้ Dendritic cell จะเก็บซากของไวรัสไปนำเสนอต่อ T cell ให้มาร่วมต่อสู้ ทำให้ภูมิต้านทาน phage 2 Adaptive immunity T cell เกิดขึ้น หากในปอดเต็มไปด้วยเซลล์ที่ติดเชื้อ T cell จะแบ่งตัวเพิ่มเป็นชนิด Cytotoxic T cell (Th 1) ผลิตสาร Perforin ที่สามารถเจาะให้เซลล์ที่ติดเชื้อเป็นรูแล้วปล่อยสาร Granzyme เข้าไป ทำให้เซลล์ที่ติดเชื้อเหล่านั้นตาย เพื่อไม่ให้ไวรัสที่แบ่งตัวอยู่เต็มเซลล์มีโอกาสแพร่เชื้อ
เม็ดเลือดขาวจะสื่อสารกันด้วยสารที่เรียกว่า Cytokines ในการต่อสู้ที่ยืดเยื้อและมีการทำลายเซลล์ปอดติดเชื้อ จะเกิดภาวะที่เรียกว่า Cytokines storm ทำให้ผู้ป่วยมีอาการได้ตั้งแต่เพียงไอ หายใจลำบาก จมูกไม่ได้กลิ่น จนถึงอาการรุนแรงอย่างไตวายเฉียบพลันได้ในบางราย แต่กระบวนการรุนแรงเหล่านี้สามารถยับยั้งได้ด้วยวิตามินดี เช่นกัน
‘วิตามินดี’ จะช่วยเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายต่อสู้กับไวรัสในขั้นตอน Adaptive Immunity (Phage 2) โดยมีผลต่อ T cell ในลักษณะที่แตกต่างออกไป คือ วิตามินดีจะกระตุ้นให้ T cell แบ่งตัวเพิ่มเป็น T Helper cell (Th2) และยับยั้ง Cytotoxic T cell (Th1) ซึ่ง Cytotoxic T cell เป็นเซลล์ที่ทำลายเซลล์ปอดที่ติดเชื้อโดยตรง
เมื่อมี T Helper cell (Th2) ทำงาน จะไปกระตุ้น B cell ให้เปลี่ยนเป็น Plasma cell และผลิต antibody มาจับไวรัส ทำให้ไวรัสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ปอดได้ จากนั้นไวรัสจะถูกทำลายโดย Macrophage, Neutrophil และ NK cell (Phage 1) โดยไม่ทำลายเซลล์ปอดมากเกินไป
ดังนั้น ช่วงเวลาที่เราสามารถรับแสงแดดที่ดีที่สุด มักเป็นช่วงเช้า เช่น ระหว่าง 6 โมงเช้า ถึง 9 โมงเช้า หรือตอนแดดอ่อนๆ หลังพระอาทิตย์ขึ้น เพราะในช่วงเวลานี้ร่างกายจะได้รับรังสี UVB ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินดีได้ดีโดยไม่เสี่ยงต่อผิวเสียหายจากรังสี UV ที่แรงเกินไป
แต่ถ้าหากไม่สามารถหรือไม่มีเวลาไปเดินรับแสงแดดได้จริงๆ สามารถเสริมด้วยการทานวิตามินดีได้ แต่จะต้องเสริมในปริมาณเท่าใด ขึ้นอยู่กับผลตรวจระดับวิตามินดีในเลือดจึงจะเหมาะสมและดีที่สุด
แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ
สูติ-นรีแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ
โรงพยาบาลพญาไท 3
