กล้ามเนื้อตาผิดปกติในเด็ก รักษาได้ด้วยการผ่าตัด

Image

แชร์


ภาวะผิดปกติของสายตาในเด็กที่คุณพ่อคุณแม่กังวลนั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องของสายตาสั้น ยาว หรือเอียง แต่ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่นที่ต้องเฝ้าระวังให้ดีไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “ภาวะกล้ามเนื้อตาผิดปกติ” ซึ่งภาวะดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับภาวะสายตาผิดปกติได้เช่นกัน โดยอาจส่งผลทำให้การมองเห็นของเด็กๆ นั้นย่ำแย่ลงไปอีก ด้วยเหตุนี้เอง การทำความเข้าใจเรื่องราวของภาวะกล้ามเนื้อตาผิดปกติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้รู้เท่าทันอาการ และพาลูกไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที

กล้ามเนื้อตาในเด็กผิดปกติคืออะไร ทำไมจึงเกิดได้?

กล้ามเนื้อตา คืออวัยวะสำคัญส่วนหนึ่งของดวงตา มีหน้าที่ในการควบคุมการกลอกตาไปมาในทุกทิศทาง ซึ่งจะมีด้วยกันทั้งหมด 6 มัดต่อตา 1 ข้าง รวมดวงตา 2 ข้างจะมีกล้ามเนื้อตาทั้งสิ้น 12 มัด ซึ่งแต่ละมัดจะทำงานร่วมกันให้เราสามารถกลอกตาไปมา มองซ้าย ขวา บน ล่าง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาในเด็กนั้นจะเกิดจากเส้นประสาทที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อตาแต่ละมัดทำงานผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง การกลอกตาจึงผิดเพี้ยนไป กลายเป็นมีอาการ “ตาเข” หรือ “ตาเหล่” ได้ หรืออาจเกิดได้จากการมีพังผืดมาดึงรั้ง ทำให้การกลอกตาผิดปกติได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม อาการกลอกตาผิดปกติ หรือ ตาเขนั้นอาจเกิดจากความผิดปกติของสมองก็ได้ จึงต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง อันจะนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม

กล้ามเนื้อตาผิดปกติในเด็ก ทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง?

ภาวะกล้ามเนื้อตาผิดปกติในเด็ก หรือ ภาวะที่เด็กมีอาการตาเข เหล่ นั้น สามารถแบ่งประเภทของความผิดปกติออกได้เป็นหลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้

  • ภาวะตาเข แบบ Comitant เด็กสามารถกลอกตาได้ดีทุกทิศทาง แต่มองเห็นว่าตาเข เช่น กลอกตาไปทางซ้ายก็เห็นว่าเข กลอกไปทางขวาก็เห็นว่าเขตลอดทุกทิศทาง โดยบางกรณีก็จะพบว่าเป็นๆ หายๆ กลอกตาได้ดีหมด แต่บางช่วงเวลาที่คุมไม่ได้ก็จะสังเกตพบว่ามีอาการตาเข
  • ภาวะตาเขบางท่า คือกลอกซ้ายปกติ แต่กลอกกว่าอาจเข อาจเกิดทั้งจากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หรือที่เรียกว่า Palsy และจากการมีพังผืด หรือ Restriction จึงทำให้เกิดความผิดปกติของการกลอกตา บางท่าตรง บางท่าเข

สังเกตอย่างไร จึงแน่ใจว่าลูกตาเข มีภาวะกล้ามเนื้อตาผิดปกติ

ภาวะกล้ามเนื้อตาผิดปกติหรืออาการตาเขนั้น อาจเป็นบางจังหวะ และเป็นๆ หายๆ ดังนั้นการหมั่นสังเกตอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งหากเป็นในผู้ใหญ่คนไข้จะรู้สึกตัวก่อนได้ เพราะอาจมีอาการมองเห็นภาพซ้อนเป็นสัญญาณเตือนก่อน แต่สำหรับเด็ก หากตายังเขไม่ชัดจนสังเกตเห็นได้ ก็ยากที่จะทราบ เพราะพวกเขาอาจบอกเราไม่ได้ หรือยิ่งหากมีอาการมาตั้งแต่กำเนิดก็ยิ่งตรวจสอบลำบาก ดังนั้น การตรวจสุขภาพตาจึงเป็นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม วิธีที่สามารถใช้สังเกตและประเมินเบื้องต้นดูว่า เด็กๆ มีภาวะกล้ามเนื้อตาผิดปกติ หรือตาเข เหล่หรือไม่นั้น สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการทำ Corneal Light Reflex Test หรือ “เปิดแฟลชถ่ายรูป” ด้วยกล้องมือถือธรรมดาก็ได้ เพื่อตรวจสอบว่าแสงไฟตกกลางตาดำหรือไม่ หากพบว่าแสงไฟตกไม่ตรงกลางตาดำ แสดงว่าดวงตาข้างนั้นอาจมีปัญหาภาวะกล้ามเนื้อตาผิดปกติ ควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง

เมื่อพบว่าลูกตาเขทำไมควรรีบมาพบแพทย์

หากสังเกตพบว่าลูกมีอาการตาเข แม้จะเป็นเพียงแค่บางช่วงเวลา คุณพ่อคุณแม่ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน ไม่ควรรอช้า แล้วรีบพาลูกมาตรวจวินิจฉัยกับแพทย์โดยเร็ว เพราะบางทีอาการตาเขนั้นนอกจากอาจเกิดได้จากภาวะกล้ามเนื้อตาผิดปกติแล้ว ยังเกิดได้จากการเป็นต้อกระจก หรือมะเร็งจอประสาทตาได้ด้วย หรือเป็นส่วนหนึ่งของโรคตาขี้เกียจในเด็กที่อาจทำให้เด็กสูญเสียการมองภาพ 3 มิติ และการมองเห็นที่เป็นปกติได้ การรีบมาตรวจกับแพทย์จึงเป็นผลดีมากกว่า เพื่อให้เกิดการวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนั้นแล้ว อาการตาเขอาจสัมพันธ์กับภาวะสายตาผิดปกติด้วย โดยหากพบว่าตาเขเข้า ส่วนใหญ่อาจมีภาวะสายตายาว และถ้าพบว่าตาเขออก อาจมีภาวะของสายตาสั้นและสายตาเอียงเป็นเหตุ เป็นต้น ดังนั้น การมาตรวจกับแพทย์จึงช่วยทำให้สามารถรักษาภาวะสายตาผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งหากไม่ได้มีอาการรุนแรง เพียงแค่ใส่แว่นก็รักษาอาการตาเขได้แล้ว เพราะเมื่อใส่แว่นทำให้มองเห็นภาพชัดเจนได้โดยไม่ต้องมีการเพ่ง กล้ามเนื้อตาจึงกลับสู่สภาวะปกติ และอาการตาเขจะคลายไปได้

รักษาอย่างไร เมื่อเด็กตาเข กล้ามเนื้อตาผิดปกติ

ในเบื้องต้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกมาพบคุณหมอ หลังจากสังเกตเห็นว่าลูกมีอาการตาเข แพทย์จะดำเนินการตรวจ วินิจฉัย รักษา ตามลำดับขั้นตอน ดังต่อไปนี้

  • ตรวจสอบอย่างละเอียดว่าตาเขจริงหรือไม่ เพราะอาจเป็นอาการตาเขเทียมได้ ซึ่งอาจเกิดจากปีกจมูกว้างบังหัวตา ทำให้มองเห็นตาขาวเหลือน้อยที่หัวตา เลยดูหลอกตา และเห็นว่ามีอาการตาเขได้
  • เมื่อตรวจสอบพบว่าตาเขจริง จะมีการตรวจวัดมุมองศาว่าเขเข้า เขออก มากน้อยเท่าไร เป็นตลอดเวลาหรือไม่ พร้อมทั้งซักประวัติเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้สูญเสียการมองเห็น และประเมินการมองเห็นโดยละเอียด ซึ่งหากพบว่ามีต้อกระจกหรือเนื้องอก ก็ต้องทำการรักษาก่อน
  • เมื่อแก้ไขอาการผิดปกติอื่นๆ ที่ตรวจพบแล้ว สายตายังเขอยู่ ยังไม่กลับมาเป็นปกติ แพทย์จะใช้การใส่แว่นช่วย หรือหากตรวจพบว่ามีภาวะตาขี้เกียจ เริ่มไม่ใช้ดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง ก็จะต้องรักษาอาการดวงตาข้างนั้น ด้วยการปิดตาข้างที่ปกติ แล้วฝึกให้ใช้ตาข้างที่มีภาวะตาขี้เกียจ
  • หากแก้ไขที่ต้นเหตุ ฝึกตาที่ขี้เกียจแล้ว ใส่แว่นแล้ว อาการตาเขยังไม่หายดี ก็จึงค่อยพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งในเด็กมีความจำเป็นต้องมีการดมยาสลบ โดยจะมีการประเมินความเสี่ยงเพื่อทำให้ปลอดภัยที่สุดโดยกุมารแพทย์ จะมีการเจาะเลือด ดูเม็ดเลือดแดง เอกซเรย์ปอด มีการตรวจการติดเชื้อโควิดก่อนผ่าตัด ซึ่งหากตรวจสอบ เอกซเรย์ ซักประวัติ ตรวจร่างกายเรียบร้อย ก็จะเข้าสู่กระบวนการดมยาสลบและผ่าตัดได้ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นการผ่าตัดภายนอกดวงตา หลังผ่าตัดปิดตา 1 วัน รุ่งขึ้นสามารถเปิดตาใช้งานได้ทันทีตามปกติ หลีกเลี่ยงการโดนน้ำประมาณ 1-2 สัปดาห์ อาจพบอาการตาแดงบ้าง แต่ไม่เป็นอันตราย หยอดตาตามแพทย์สั่งประมาณ 2 สัปดาห์จนตาหายอักเสบ ก็จะหายตาแดงและหายเป็นปกติ
  • หลังผ่าตัด โดยมากอาการตาเขจะดีขึ้นหรือหายเป็นปกติทันที แต่ทั้งนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาตาเขใหม่ หรือต้องผ่าซ้ำได้อีก เพราะหากดูแลสายตาไม่ดี ไม่ใส่แว่น จนสายตาสั้น ยาว เอียง ผิดปกติอีก ก็จะกลับมามีอาการตาเขใหม่ได้ ดังนั้น ตราบที่ยังต้องใช้สายตาอยู่ ก็ต้องดูแลสายตา ปรับพฤติกรรมการใช้สายตา หมั่นตรวจเช็กสุขภาพตาอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ หรือมีภาวะผิดปกติอื่นๆ เกิดขึ้นกับดวงตาได้อีก

 

ภาวะกล้ามเนื้อตาผิดปกติสามารถเป็นภายหลังได้จากการใช้สายตาที่หนักเกินไป หรือไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่จำเป็นต้องเป็นตั้งแต่เกิดเสมอไป ดังนั้น การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพตาของเด็กๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ดวงตาของพวกเขาปลอดภัย และห่างไกลจากภาวะผิดปกติได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องหมั่นสังเกตอาการต้องสงสัย หากพบมีอาการตาเข ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อดำเนินการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว ไม่เสี่ยงเป็นอันตรายรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กที่อายุก่อน 8 ขวบ ที่ควรต้องให้แพทย์ตรวจเช็กดวงตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากพบว่าเป็นโรคตาขี้เกียจ การรักษาหลังจาก 8 ขวบไปแล้ว อาจไม่ทันการ เด็กอาจไม่สามารถกลับมามองเห็นได้อย่างเป็นปกติได้อีกเลย และหากเป็นตาเขแต่กำเนิดหากรักษาภายหลังอายุ 4 ปี อาจสูญเสียการมองเห็นภาพ 3 มิติไปตลอดชีวิตได้

 

กว่าพัฒนาการการมองเห็นของเด็กจะสมบูรณ์ต้องใช้เวลา ซึ่งหากระหว่างการเติบโตของพวกเขานั้นมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ที่พวกเขาเองก็ไม่สามารถร้องบอกได้ สุดท้ายหากรักษาไม่ทันการ อาจเป็นอันตรายได้มากกว่าที่คิด ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องใส่ใจ หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของดวงตาลูกให้ดี หากพบว่ามีภาวะตาเข เหล่ หรือกล้ามเนื้อตาผิดปกติ แม้เพียงบางช่วงเวลา ก็ไม่ควรรอช้า ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน

 

 

พญ.ณัฐสุชา หวังถิรอำนวย
จักษุแพทย์เฉพาะทางสำหรับเด็ก
ศูนย์ตา โรงพยาบาลพญาไท 3

Loading...

แชร์


Loading...