หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะที่ใครก็มีโอกาสเป็น

Image

แชร์


หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะที่ใครก็มีโอกาสเป็น

หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นคำกว้าง ๆ ที่อธิบายถึงภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ รวมไปถึงหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ เป็นภาวะที่ไม่ว่าเพศไหน วัยใด ก็มีโอกาสเป็น

 

เพราะอะไรหัวใจจึงเต้นผิดจังหวะ

สาเหตุที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น แบ่งออกเป็น

ปัจจัยภายนอก

ได้แก่ ยาและสารบางชนิด เช่น กัญชา เครื่องดื่มชูกำลัง รวมถึงสารจำพวกคาเฟอีน ที่มีอยู่ในชา กาแฟ การเจ็บป่วยเฉียบพลัน และความเครียด หรือความวิตกกังวล ก็มีส่วนทำให้มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

 

ปัจจัยภายใน ส่วนมากจะพบเนื่องจาก

  • มีความผิดปกติของจุดที่ใช้กำเนิดไฟฟ้าที่อยู่ภายในหัวใจ  ซึ่งส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว หรือช้าผิดปกติ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอได้
  • มีความผิดปกติของทางเดินไฟฟ้าภายในหัวใจ
  • มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจอื่น ๆ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด ลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ ผนังหัวใจหนาผิดปกติ หรือภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นต้น

หัวใจเต้นผิดจังหวะ อันตรายแค่ไหน?

บางคนอาจจะคิดว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะไม่อันตรายมาก แต่จริง ๆ แล้วหัวใจเต้นผิดจังหวะมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไป มีตั้งแต่ระดับรุนแรงน้อย ไปจนรุนแรงมาก โดยในผู้ที่มีอาการระดับรุนแรงมาก ก็อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ เช่น การมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้าจนเกินไป มีอาการได้ตั้งแต่รู้สึกใจหวิว เวียนศีรษะ จนไปถึงเป็นลมหมดสติได้ ส่วนการมีหัวใจที่เต้นเร็วจนเกินไป จะส่งผลให้มีอาการตั้งแต่ใจสั่น เหนื่อยง่าย ไปจนถึงทำให้มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และอาจทำให้เป็นลมหมดสติได้เช่นกัน หรือภาวะการเต้นของหัวใจที่ไม่เป็นจังหวะบางชนิด เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ Atrial Fibrillation อาจทำให้เกิดภาวะมีลิ่มเลือดในหัวใจ และอาจนำไปสู่การมีภาวะลิ่มเลือดสมองอุดตันได้เลยทีเดียว

 

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ต้องตรวจวินิจฉัยให้ตรงจุด

ในเบื้องต้นอาจใช้ตัวช่วยใกล้ตัวที่หาได้เอง เช่น

  • การคลำชีพจรด้วยตนเอง

โดยจับที่ข้อมือบริเวณฝั่งเดียวกับนิ้วโป้ง ให้นับจังหวะการเต้นของชีพจรในระยะเวลา 1 นาทีว่ามีอัตราการเต้นอยู่ที่กี่ครั้ง/สม่ำเสมอหรือไม่ โดยอัตราการเต้นของชีพจรปกติขณะพักควรมีอัตราการเต้นอยู่ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที

  • การใช้อุปกรณ์เบื้องต้นที่มีติดบ้าน คือ เครื่องวัดความดัน หรือเครื่องวัดระดับออกซิเจนปลายนิ้ว

ซึ่งจะช่วยวัดอัตราการเต้นของหัวใจเบื้องต้นได้ แต่อาจไม่มีความแม่นยำมากนัก หากต้องการความแม่นยำแนะนำให้เข้ารับการตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลอีกครั้ง

  • Smart Watch

ซึ่งเป็นอีกตัวช่วยที่จะสามารถจับอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะได้ และยังสามารถบันทึกผลผ่าน Smartphone เพื่อให้แพทย์พิจารณาเพิ่มเติมได้


การตรวจแบบเจาะลึก โดยแพทย์เฉพาะทาง

โดยแพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยทั่วไปว่าเข้าข่ายหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ และเป็นในลักษณะชนิดใดจากนั้นก็จะทำการใช้เครื่องมือในการวินิจฉัยแบบเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น โดยแบ่งออกเป็น

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ Electrocardiography (ECG or EKG)ป็นการตรวจโดยการติดเครื่องที่บริเวณหน้าอกประมาณ 10 วินาที ซึ่งก็จะช่วยให้แพทย์ประเมินผลได้ชัดเจนมากขึ้น ว่ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ แต่การตรวจด้วยวิธีนี้มีข้อจำกัดคือ สามารถดูได้เพียง 10 วินาทีเท่านั้น จึงทำให้มีโอกาสที่จะจับไม่เจอได้
  • เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกติดตัว หรือ Holter Monitoring โดยมักพิจารณาใช้ในผู้ที่มีอาการต้องสงสัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีอาการค่อนข้างบ่อย เกือบทุกวัน แพทย์ก็จะพิจารณาให้ใช้เครื่องมือดังกล่าวติดกลับไปที่บ้าน โดยจะเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก ที่มีขนาดเท่ากับกล้องถ่ายรูป มีแผ่นแปะติดที่หน้าอก โดยจะใช้ระยะเวลาในการติดนาน 24 – 48 ชั่วโมง หรือในบางรุ่นเป็นลักษณะเป็นแผ่นแปะขนาดเล็ก ติดได้ถึง 7 วัน  การเลือกเครื่องมือจะพิจารณาตามความถี่และลักษณะของอาการที่เป็น ข้อจำกัดคือ ขณะที่ติดอุปกรณ์ชนิด 24 หรือ 48 ชั่วโมง คือห้ามอาบน้ำ แต่สามารถเช็ดตัวได้ และขณะติดอุปกรณ์ควรบันทึกกิจกรรมที่ทำ เช่น ออกกำลังกาย นอน เพื่อให้สังเกตเห็นความผิดปกติอย่างตรงจุด
  • เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เช็กสัญญาณหัวใจผิดปกติ (Cardiac event recorder) เป็นเครื่องตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีขนาดเล็ก โดยจะใช้บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจเฉพาะขณะที่มีอาการ มักใช้ในผู้ที่มีอาการไม่บ่อย ปรากฎอาการน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ข้อดีของเครื่องนี้คือ เราจะสามารถกดบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะมีอาการได้ โดยเครื่องจะ บันทึกคลื่นหัวใจเป็นครั้ง ๆ ครั้งละ 30-60 วินาที ไม่ได้เปิดการบันทึกตลอดเวลา ส่วนข้อจำกัดคือ ต้องมีอาการนานพอที่จะเก็บคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้ทัน และไม่สามารถใช้ในคนที่มีอาการหมดสติได้
  • เครื่องบันทึกไฟฟ้าหัวใจชนิดฝังใต้ผิวหนัง (Implantable Loop Recorder, ILR) โดยแพทย์จะทำการฝังเครื่องไว้ที่ชั้นใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก เครื่องจะบันทึกข้อมูลเฉพาะเมื่อมีหัวใจเต้นผิดจังหวะตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ หรือเมื่อผู้ป่วยต้องการ มักพิจารณาใช้ในผู้ที่มีอาการห่างมาก 2-3 เดือน/ครั้ง
  • การตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology Study) เป็นการตรวจการทำงานของระบบไฟฟ้าภายในหัวใจ โดยใส่สายสวนผ่านหลอดเลือดเข้าไปในหัวใจ และหาจุดที่เป็นสาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยจะพิจารณาใช้ในผู้ที่ไม่สามารถตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากวิธีอื่น ๆ
  • การตรวจวัดสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST: Exercise Stress Test) เป็นการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังโดยการเดิน-วิ่งบนสายพาน เหมาะสำหรับการตรวจวินิจฉัยผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะขณะออกแรง หรือผู้ที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และยังช่วยตรวจวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้อีกด้วย

ส่วนการตรวจพิเศษอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม เช่น การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ(Echocardiography) การตรวจเอกซ์เรย์ปอด (Chest X-ray) และการตรวจผลเลือด เป็นต้น

 

หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้หรือไม่?

การรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค โดยแบ่งออกเป็น

  1. การใช้ยา เพื่อปรับจังหวะหัวใจให้ปกติ หรือยาควบคุมไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป
  2. การใช้ไฟฟ้าเข้ากระตุก เพื่อปรับการเต้นของหัวใจ หรือ Cardioversion เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าจากเครื่องส่งจากภายนอกร่างกายเพื่อปรับให้หัวใจเต้นปกติ โดยลักษณะเป็นแผ่นแปะไว้บริเวณหน้าอกของผู้ป่วย มักใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะบางชนิด ที่มีอาการรุนแรง
  3. การจี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency Catheter Ablation, RFCA) เป็นการใช้สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ ลงสู่ห้องหัวใจเพื่อตรวจหาบริเวณที่ผิดปกติ และทำการจี้ไฟฟ้าหัวใจ บริเวณที่นำไฟฟ้าผิดปกติ
  4. การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวร หรือ Automated Implantable Cardioverter-Defibrillator (AICD) โดยแพทย์จะทำการฝังเครื่องบริเวณหน้าอก เครื่องจะทำการจับสัญญาณเมื่อมีหัวใจห้องล่างเต้นเร็วชนิดที่เป็นอันตราย แล้วจะทำการยิงกระแสไฟฟ้าช็อคหัวใจเพื่อหยุดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ มักพิจารณาใช้ในผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดจังหวะชนิดรุนแรง หรือผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อน
  5. การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติชนิดถาวร หรือ Permanent Pacemaker โดยแพทย์จะฝังเครื่องไว้ใต้ผิวหนังบริเวณใต้ไหปลาร้า เครื่องจะมีสายต่อเข้าไปในหัวใจ เครื่องนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นเมื่อหัวใจมีการเต้นช้ากว่าที่กำหนดไว้ มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหัวใจเต้นช้า หรือหยุดเป็นช่วงๆ
  6. การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าและช่วยการบีบตัวของหัวใจ (Cardiac Resynchronization Therapy – CRT) เพื่อกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจห้องล่างซ้ายและขวาให้บีบตัวทำงานอย่างสอดคล้องกัน ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยที่มีการบีบตัวของหัวใจอ่อนและมีความเสี่ยงเป็นหัวใจล้มเหลว

 

อาการแบบไหนเข้าข่ายหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  • รู้สึกหัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นแรง รวมไปถึงหัวใจเต้นช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ
  • รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก
  • หายใจไม่อิ่ม หายใจเหนื่อย หอบง่าย
  • วิงเวียนศีรษะ
  • เป็นลม หมดสติ

ใครบ้างที่เสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  • ทุกเพศทุกวัย โรคนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกคน
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของไฟฟ้าหัวใจแต่กำเนิด
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น เกิดความเสื่อมของอวัยวะภายใน
  • หลอดเลือดหัวใจตีบ
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการเจ็บป่วยเฉียบพลัน
  • ชอบดื่มสุรา สูบบุหรี่
  • บริโภคคาเฟอีนในปริมาณมากเกินไป
  • มีโรคประจำตัว เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ

แม้จะดูเหมือนโรคธรรมดาทั่วไป แต่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะก็อันตรายไม่ใช่เล่น บางชนิดอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้ ดังนั้นรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อไหร่ รีบหาตัวช่วยให้ไว และควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุของอาการที่ชัดเจน

 

 

 

พญ. จุฑาทิพ เพ็ชรรัตน์
อายุรแพทย์โรคหัวใจ ศูนย์หัวใจ
โรงพยาบาลพญาไท 3

Loading...

แชร์


Loading...