การรักษานิ่วในถุงน้ำดี และท่อน้ำดี ในปัจจุบัน

Image

แชร์


การรักษานิ่วในถุงน้ำดี และท่อน้ำดี ในปัจจุบัน

การรักษานิ่วในถุงน้ำดี และท่อน้ำดี ในปัจจุบัน จะมีหลายแบบดังต่อไปนี้

 

1. นิ่วที่ไม่มีอาการ (Silent Gallstones)

  • พบได้บ่อย (60-80% ของผู้ป่วย) และส่วนใหญ่ไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ
  • มีความเสี่ยงเพียง 1-2% ต่อปี ที่จะพัฒนากลายเป็นอาการหรือภาวะแทรกซ้อน
  • มักไม่จำเป็นต้องรักษา ยกเว้นในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น นิ่วขนาดใหญ่ (>3 ซม.) หรือถุงน้ำดีเป็นหินปูน (Porcelain Gallbladder) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง

 

2. นิ่วที่มีอาการ (Symptomatic Gallstones)

  • ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบริเวณท้องส่วนบนขวา (Biliary Colic) ซึ่งอาจรุนแรงและเป็นๆ หายๆ
  • หากไม่รักษา ประมาณ 30% ของผู้ป่วยจะมีอาการซ้ำ และ 10-20% จะเกิดภาวะแทรกซ้อนภายใน 5-20 ปี

 

ภาวะแทรกซ้อน

  • ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (Acute Cholecystitis) : การอุดตันของท่อถุงน้ำดีทำให้เกิดการอักเสบ มีอากรปวดท้องลิ้นปี่หรือขวาบนไม่ดีขึ้น กดเจ็บ ไข้ คลื่นไส้อาเจียน
  • นิ่วในท่อน้ำดี (Choledocholithiasis) : นิ่วเคลื่อนไปอุดตันท่อน้ำดี ทำให้เกิดดีซ่านหรือตับอ่อนอักเสบ อาจพบเพียงผลเลือดค่าตับผิดปกติ ผลภาพท่อน้ำดีโป่งผิดปกติ หรือปวดท้องทะลุหลัง
  • ท่อน้ำดีอักเสบ (Cholangitis) : การติดเชื้อในท่อน้ำดี มีอาการตัวและตาเหลือง ดีซ่าน ไข้สูงหนาวสั่น ปวดท้อง หรือซึม ช็อก ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิตหากไม่รักษาทันที
  • มะเร็งถุงน้ำดี : พบได้น้อย แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่มีถุงน้ำดีเป็นหินปูนหรือนิ่วขนาดใหญ่

 

การรักษานิ่วในถุงน้ำดี

 

นิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่มีอาการ

  • ไม่จำเป็นต้องรักษา ยกเว้นในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น นิ่วขนาดใหญ่หรือถุงน้ำดีเป็นหินปูน
  • ติดตามอาการ เป็นระยะๆ เช่น ทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี

 

นิ่วในถุงน้ำดีที่มีอาการ

 

การผ่าตัด (Cholecystectomy)

  • การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) : เป็นการรักษามาตรฐานสำหรับนิ่วที่มีอาการ มีการฟื้นตัวเร็วและแผลเล็ก ภาวะแทรกซ้อนน้อยเพียง 1-2% นอนโรงพยาบาล 0-2 วัน กลับไปทำงานได้เร็ว โดยพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มากกว่า 95% สามารถใช้ชีวิตปกติแม้ไม่มีถุงน้ำดี และ<5% มีเพียงอาการอาหารย่อยช้าหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ บุฟเฟ่ต์ หรืออาหารมันๆ แต่มักไม่มากจนกระทบชีวิตประจำวัน จึงนับเป็นการรักษาที่แพร่หลายในปัจจุบัน
  • การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Open Cholecystectomy) : ใช้ในกรณีที่การอักเสบรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน ที่ไม่สามารถผ่าตัดด้วยการส่องกล้องได้

 

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

  •   ยาละลายนิ่ว (Oral Dissolution Therapy) : เช่น Ursodeoxycholic Acid (UDCA) ใช้สำหรับนิ่วคอเลสเตอรอลขนาดเล็ก แต่ใช้เวลานานอาจหลายปีและมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
  •   การสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียง (ESWL) : ไม่ค่อยใช้ในปัจจุบันเนื่องจากมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง เหลือที่ใช้ เช่น นิ่วขนาดใหญ่มากและใช้วิธีปกติไม่สำเร็จ

 

การรักษาภาวะแทรกซ้อน

  • ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน : รักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะและสารน้ำทางเส้นเลือด ตามด้วยการผ่าตัดถุงน้ำดีใน 72 ชั่วโมง หรือ ที่ 6-8 สัปดาห์ หลังหายอักเสบ สามารถผ่าตัดส่องกล้องได้ แต่มักใช้เวลาเวลาผ่าตัดนานกว่า เสียเลือดมากกว่า และพบภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า มีโอกาสต้องผ่าเปิดได้มากขึ้นเป็น 5-10 % มากกว่าการผ่าตัดขณะไม่อักเสบ นอนโรงพยาบาล 3-5วัน หรือนานกว่าหากการติดเชื้ออักเสบกระทบอวัยวะอื่นด้วย
  • นิ่วในท่อน้ำดี : รักษาด้วยการส่องกล้อง ERCP เพื่อเอานิ่วออก จากนั้นผ่าตัดถุงน้ำดีเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ภายใน 48 ชั่วโมง หลังนิ่วหมดจากท่อ สามารถทำพร้อมกันหรือแยกกันขึ้นกับความพร้อมแต่ละสถาบัน หรือความพร้อมของผู้ป่วย
  • ตับอ่อนอักเสบจากนิ่ว : รักษาโดยการให้สารน้ำและยาระงับปวด นิ่วที่อุดมักขนาดเล็ก และหลุดได้เองจากท่อ 80% แต่อาจต้อง ERCP เพื่อเอานิ่วออกในบางรายที่นิ่วไม่หลุด หรือมีท่อน้ำดีอักเสบร่วมด้วย ตามด้วยการผ่าตัดถุงน้ำดีอออกต่อเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ
  • ท่อน้ำดีอักเสบ : รักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะและ ERCP เพื่อระบายการอุดตัน ตามด้วยการาตัดถุงน้ำดีอออกต่อเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ

 

การป้องกันและการดูแลตนเอง

  • ควบคุมน้ำหนัก : หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักเร็วเกินไป และรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • อาหาร : รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงและคอเลสเตอรอลสูง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ : ช่วยให้ระบบทางเดินน้ำดีทำงานได้ดีขึ้น

 

สรุป

  • นิ่วที่ไม่มีอาการ : ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ควรติดตามอาการเป็นระยะ
  • นิ่วที่มีอาการ : การผ่าตัดถุงน้ำดีเป็นวิธีรักษาที่ได้ผลดีที่สุด
  • ภาวะแทรกซ้อน : ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรง
  • การป้องกัน : ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารสุขภาพ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

 

หากมีอาการสงสัย เช่น ปวดท้องส่วนบนขวา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม การรักษาที่รวดเร็ว การวินิจฉัยที่แม่นยำ การได้รับการดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในสถาบันที่มีความพร้อมในการดูแลครบครัน อุปกรณ์ชั้นสูงที่ได้มาตรฐานสากล ให้การรักษานิ่วถุงน้ำดีและระบบทางเดินน้ำดี สามารถย่นระยะเวลารักษา ลดภาวะแทรกซ้อน ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้รวดเร็ว และไม่ต้องห่วงการกลับเป็นซ้ำอีก

 

พญ. เบญจพร นันทสันติ
ศูนย์ศัลยกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ( Advanced Surgical Interventional Technologies : ASIT )
โรงพยาบาลพญาไท3

Loading...

แชร์


Loading...