แม้ว่าอาการสั่น จะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่สั่นเพราะพาร์กินสันเสมอไป แต่อาการสั่นเพราะพาร์กินสันก็นับว่าเป็นอาการสั่นที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมได้ในที่สุด
“คุณพ่อคุณแม่ล้มบ่อย เดี๋ยวเดิน ๆ ก็ล้มแบบนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคพาร์กินสัน”
สั่น สั่น แบบนี้ มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง ?
พอพูดถึงโรคสั่น คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง “พาร์กินสัน” เป็นลำดับแรก เพราะเป็นอาการที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ แต่จริง ๆ แล้วอาการสั่นไม่ได้มีเพียงสาเหตุเดียว แต่ยังมีอาการสั่นที่เกิดจาก
- สั่น…เพราะไทรอยด์เป็นพิษ แต่มักจะพบร่วมกับอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว อ่อนเพลียผิดปกติ และน้ำหนักลดร่วมด้วย
- สั่น…เพราะใช้ยาอย่างประเภท เช่น ยาขยายหลอดลม ยาแก้เวียนศีรษะบางชนิด
- สั่น…อย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือที่เรียกว่า Essential Tremor เป็นอาการสั่นที่เกิดจากสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัว (Celebellum) มีความผิดปกติ ทำให้เกิดอาการสั่น ส่วนใหญ่เกิดขึ้นพันธุกรรม จะเป็นได้ตั้งแต่อายุน้อย การดำเนินโรคช้า และมักจะมีอาการทั้ง 2 มือ แต่! อาการสั่นชนิดนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดิน
| สั่น… ไม่ทราบสาเหตุ | สั่น… เพราะพาร์กินสัน |
| พบได้ทุกช่วงวัย | มักพบในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ |
| เกิดจากการทำงานผิดปกติของสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัว (Celebellum) | เกิดจากสารโดพามีนในสมองลดลง |
| มือสั่นทั้ง 2 ข้าง เสียงสั่น หยิบสิ่งของลำบาก เขียนลำบาก | ส่วนใหญ่มักมีอาการมือสั่นข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจไม่มีอาการมือสั่นเลย |
| ไม่กระทบต่อการเคลื่อนไหว เดินได้ปกติ | เคลื่อนไหวช้า เดินลำบาก หกล้มบ่อย |
| การดำเนินโรคค่อนข้างช้า | การดำเนินโรคเร็ว อาจนำไปสู่สมองเสื่อม |
พาร์กินสัน เกิดจากอะไร ?
โรคพาร์กินสัน มีสาเหตุมาจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทเริ่มต้นจากบริเวณก้านสมอง ทำให้มีการผลิตสารตัวนึงที่ชื่อว่า “โดพามีน” ลดลง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติไป มักจะในผู้ที่มีอายุ 50-60 ปีขึ้นไป
พาร์กินสันไม่ได้มีแค่อาการสั่น แต่ยังแสดงออกในรูปแบบ
ความจริงข้อหนึ่งก็คือ ส่วนใหญ่คนไข้จะมาปรึกษาหมอด้วยอาการเดินลำบาก เดินช้าลงเดินฝืดขึ้น รู้สึกคล้ายเดินบนฟูก เดินได้ไม่คล่องเหมือนที่เคยเป็น “บางคนอาจมีอาการมือสั่นข้างใดข้างหนึ่งหรือบางคนอาจจะไม่ได้มีอาการมือสั่นเลย” ฉะนั้นไม่ใช่แค่อาการสั่น แต่ยังสามารถรวมไปถึงอาการ
- ก้าวขาลำบาก ก้าวเท้าสั้นๆ หกล้มง่าย
- นอนละเมอ ฝันร้ายบ่อยๆ / นอนไม่หลับ
- ท้องผูกเรื้อรัง
- พูดเสียงเบา พูดช้าลง
- รวมไปถึงอาจมีปัญหาการกลืนลำบาก สำลักบ่อย
พาร์กินสัน อันตรายแค่ไหน?
ในระยะเริ่มต้นพาร์กินสัน อาจเพียงแค่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ล้มบ่อย เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ลำบาก แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ก็อาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อม ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในอนาคต
มีประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงพาร์กินสันจริงหรือ ?
หนึ่งในประเภทของโรคพาร์กินสั่น มีชื่อว่า Vascular Parkinsonism ก็คือภาวะพาร์กินสันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกนั่นเอง โดยส่วนมากจะพบได้ในผู้ที่มีโรคหลอดเลือดสมองในบริเวณสมองส่วนกลาง หรือใกล้แกนสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเคลื่อนไหวโดยตรง ความอันตรายของพาร์กินสันชนิดนี้คือ ไม่ค่อยตอบสนองต่อยารักษาพาร์กินสัน ต้องรักษาร่วมกับการควบคุมโรคทางหลอดเลือดสมองร่วมด้วย
หากมีคนในครอบครัวเป็นพาร์กินสัน จะยิ่งมีโอกาสเสี่ยงมากขึ้นหรือไม่ ?
คำตอบคือ มีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น เพราะอีกหนึ่งประเภทของโรคพาร์กินสั่น มีชื่อว่า Familial Parkinsonism นั่นก็คือการเป็นโรคพาร์กินสันที่ส่งต่อทางพันธุกรรมนั่นเอง ซึ่งหากพบว่ามีคนในครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน เราก็อาจมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็น แต่! ขอเน้นย้ำว่าไม่ใช่ทุกคนเสมอไป ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองด้วย
การตรวจคัดกรองโรคพาร์กินสัน
ในการตรวจคัดกรองโรคนี้ แพทย์ระบบประสาทจะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจอาการ ตรวจร่างกายทางระบบประสาท ในบางรายอาจมีการส่งตรวจเอกซเรย์สมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อวินิจฉัยแยกโรคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
พาร์กินสันรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?
เพราะพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง จึงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุม ชะลอโรค เพื่อคงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรีบทำการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Pakinsonism) ก็จะยิ่งตอบสนองต่อยาได้ดี มี Honeymoon Period ที่ส่งผลทำให้คนไข้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกตินาน 3-5 ปี ซึ่งปัจจุบันตัวยารักษาโรคพาร์กินสันนั้น ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น มีให้เลือกหลายหลายชนิด ทั้งแบบกิน แผ่นแปะ รวมไปถึงแบบฉีด โดยตัวยาจะเข้าไปทดแทน หรือปรับสมดุลของสารโดพามีนในสมอง
นอกจากนี้ยังสามารรักษาได้ด้วยการผ่าตัดฝังชิบเข้าไปในสมอง (Deep Brain Stimulation หรือ DBS) ซึ่งเป็นการฝังขั้วไฟฟ้าไปกระตุ้นส่วนของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคพาร์กินสันโดยตรง
ไม่อยากสั่นเพราะพาร์กินสัน ดูแลตัวเองตามนี้
- พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับอย่างมีคุณภาพอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน
- หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
- คุมโรคประจำตัวให้ดี ติดตามอาการกับแพทย์อย่างใกล้ชิด
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
