ไม่อยากฟอกไตไปตลอดชีวิต มาทำความรู้จัก “การปลูกถ่ายไต”

Image

แชร์


ไม่อยากฟอกไตไปตลอดชีวิต มาทำความรู้จัก “การปลูกถ่ายไต”

พูดถึงโรคไตวายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้าย ขั้นตอนในการรักษาส่วนใหญ่ที่มักถูกพูดถึงก็คือการฟอกไต ซึ่งเป็นการช่วยกำจัดของเสียของจากร่างกายทดแทนการทำงานของไต โดยหากเป็นการฟอกไตผ่านช่องท้องจะต้องทำ 3-4 ครั้งต่อวัน ส่วนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมต้องทำอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้กระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วยบางรายได้ วันนี้ก็เลยอยากจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งวิธีในการรักษาโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี วิธีการนั้นก็คือ “การปลูกถ่ายไต”

 

การปลูกถ่ายไต คืออะไร ?

การปลูกถ่ายไต เป็นวิธีการรักษาไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ดีที่สุด โดยเป็นการนำไตที่ทำงานได้ปกติดีจากผู้บริจาคที่มีชีวิตหรือผู้บริจาคสมองตายมาปลูกถ่ายไตให้กับผู้รับ โดยภายหลังการปลูกถ่ายไตแล้วผู้รับบริจาคไตจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิตเพื่อให้ไตที่นำมาปลูกถ่ายไม่เกิดภาวะปฏิเสธไต

 

ไตที่นำมาปลูกถ่าย มาจากที่ใด

ไตซึ่งนำมาปลูกถ่ายแบ่งได้ 2 แหล่งที่มาหลัก ๆ คือ

  1. การปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคไตที่มีชีวิต เรียกว่า Living donor kidney transplant โดยผู้บริจาคไตจะต้องเป็นผู้บริจาคตามระเบียบแพทยสภา กล่าวคือ มีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติ เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง ลุงป้า น้าอา หลาน เป็นต้น หรือเป็นคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนหรืออยู่กินฉันสามีภรรยามาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปีหรือมีบุตรร่วมกัน
  2. การปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตาย เรียกว่า Deceased donor kidney transplant เป็นการนำไตบริจาคจากผู้บริจาคที่มีภาวะสมองตายมาปลูกถ่าย ซึ่งภาวะสมองตายนี้เป็นการวินิจฉัยโดยทีมแพทย์และมีความหมายว่า ผู้บริจาคนั้นได้เสียชีวิตแล้วตามการวินิจฉัยทางการแพทย์

 

นอกจากนี้ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการปลูกถ่ายไตที่ก้าวหน้ามากขึ้น สามารถนำไตของหมูที่ตัดต่อพันธุกรรมมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยไตวาย โดยในขั้นตอนนี้ยังเป็นการศึกษาแบบการทดลองและต้องประเมินผลในระยะยาว ซึ่งในอนาคตอาจมีการนำไตหมูมาปลูกถ่ายให้กับมนุษย์เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนอวัยวะ

 

การปลูกถ่ายไต มีกี่รูปแบบ ?

วิธีการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

  1. การผ่าตัดปลูกถ่ายไตแบบแผลเปิด เป็นการผ่าตัดปลูกถ่ายไตโดยนำไตปลูกถ่ายไว้ที่เชิงกรานของผู้รับข้างใดข้างหนึ่ง โดยทั่วไปแผลผ่าตัดจะมีขนาดประมาณระหว่าง 15 – 30 ซม. ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและความสูงของผู้ป่วย
  2. การผ่าตัดปลูกถ่ายไตแบบใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เป็นเทคโนโลยีการปลูกถ่ายไตใหม่เริ่มครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2553 ยังมีจำกัดอยู่เฉพาะบางประเทศ สำหรับในประเทศไทยมีเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐบางแห่งเท่านั้น โดยทั่วไปมีขนาดแผลผ่าตัดประมาณ 7 ซม. และมีแผลขนาด 8 มม. อีก 4 แผล เพื่อใช้สำหรับใส่แขนหุ่นยนต์

 

การปลูกถ่ายไตมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ?

ขั้นตอนการปลูกถ่ายไตแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  1. ระยะประเมินผู้ป่วยเบื้องต้น

เป็นระยะที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ครั้งแรก ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจประเมินเบื้องต้นและได้รับข้อมูลการปลูกถ่ายไต ได้แก่ ข้อบ่งชี้ปลูกถ่ายไต ข้อห้ามการปลูกถ่ายไต การเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ สิทธิการรักษาพยาบาล รูปแบบการปลูกถ่ายไต เป็นต้น จากทีมแพทย์และพยาบาลประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะ (transplant coordinator nurse: TC nurse) หากไม่พบว่ามีข้อห้ามต่อการปลูกถ่ายไตก็จะเข้าสู่กระบวนการถัดไป

 

  1. ระยะประเมินด้วยการตรวจน้ำเหลือง

เป็นระยะประเมินด้วยการตรวจเลือด การตรวจทางรังสี การส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านต่าง ๆ ร่วมประเมินผู้ป่วยเพื่อเตรียมเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต เนื่องจากผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมักจะมีโรคร่วมและโรคแทรกซ้อนซึ่งอาจต้องรักษาให้เรียบร้อยก่อนเข้ารับการปลูกถ่ายไต โดยในขั้นตอนนี้ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจน้ำเหลืองเพื่อตรวจหาความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปฏิเสธไต

 

หากผู้ป่วยเข้ารับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคไตที่มีชีวิตโดยมีผู้บริจาคไตเป็นเครือญาติ หลังเสร็จสิ้นการประเมินระยะที่ 2 ก็สามารถนัดหมายผ่าตัดปลูกถ่ายไตได้เลย แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรอไตบริจาคจากผู้บริจาคสมองตายจะต้องเข้าสู่ระยะที่ 3 คือการรอการปลูกถ่ายไต

 

  1. ระยะรอการปลูกถ่ายไต

เป็นระยะที่ผู้ป่วยได้รับการประเมินความพร้อมเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตายจะต้องส่งเลือดเพื่อเข้ารอรับการบริจาคไตทุกเดือนไปจนกว่าจะได้รับการปลูกถ่ายไต ซึ่งระยะนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากมีผู้รอรับบริจาคไตเป็นจำนวนมาก

 

ข้อดีของการปลูกถ่ายไต

พิสูจน์และรับรองจากการศึกษาโดยงานวิจัยทั่วโลก พบว่ามีข้อดี 3 ข้อ ที่เหนือกว่า ดังนี้

  1. มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า หมายถึง ผู้ป่วยลดภาระความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อนอนรอฟอกไตครั้งละ 4 ชั่วโมง ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ไปตลอดชีวิต หรือ ต้องล้างไตผ่านช่องท้องด้วยตนเองประมาณ 3-4 ครั้งต่อวัน ผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไตสามารถรับประทานน้ำได้เท่าคนปกติ รับประทานอาหารโดยมีข้อจำกัดที่น้อยลงอย่างมาก รวมถึงใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติ เป็นต้น
  2. ค่าใช้จ่ายในระยะยาวน้อยกว่า มีงานวิจัยศึกษาความคุ้มค่าของการปลูกถ่ายไตในระยะยาวว่า เมื่อเทียบประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายโดยรวมเฉลี่ยของผู้ป่วยที่เข้ารับการปลูกถ่ายไตมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการฟอกไต
  3. อัตราการรอดชีวิตสูงกว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมีสถิติการเกิดอุบัติการณ์เสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากโรคไตวายน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยฟอกไตมักเสียชีวิตจากการเกิดโรคแทรกซ้อนจากหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง

 

ข้อจำกัดของการปลูกถ่ายไต

  1. ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต
  2. มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอันเนื่องจากรับประทานยากดภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น เช่น การติดเชื้อง่ายขึ้นโดยเฉพาะเชื้อฉวยโอกาส การเกิดโรคมะเร็งสูงขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น (เกิดได้เฉพาะบางราย) กับประโยชน์ที่ได้รับ พบว่าการปลูกถ่ายไตมีประโยชน์มากกว่าอย่างชัดเจน

 

สิ่งสำคัญที่สุด คือคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

การปลูกถ่ายไตจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

Loading...

แชร์


Loading...