“โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” อีกหนึ่งความรุนแรงที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้แบบเฉียบพลัน และด้วยวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน… เราพบว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ รวมไปถึงการแฝงตัวแบบเงียบๆ ของตัวโรค ทำให้ผู้ป่วยกว่า 50% ไม่มีอาการแสดง! นพ.ชยุต ชีวะพฤกษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพ เพราะหากรอให้เกิดอาการผิดปกติค่อยมาพบแพทย์…บางทีก็อาจสายเกินกว่าจะรักษาได้ทัน
ปัจจัยที่นำไปสู่โอกาสเสี่ยง…โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
หลอดเลือดหัวใจตีบ..ถือเป็นโรคร้ายแรงที่อัตราผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคคือ
- พฤติกรรมและลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ไม่ชอบออกกำลังกาย มีภาวะความเครียดสูง อ้วนหรือน้ำหนักเกินมาตรฐาน (ค่า BMI มากกว่า 23 ซึ่งคำนวณได้จาก น้ำหนักตัว [Kg] / (ส่วนสูง[m] ยกกำลังสอง)
- มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง ซึ่งควรได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
- ปัจจัยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ คือ คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ และเพศ โดยเพศชายมีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้เร็วกว่าเพศหญิงถึง 10 ปี คือ ผู้ชายมักมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตั้งแต่อายุเกิน 45 ปี ส่วนในผู้หญิงมักพบในผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป
เจ็บแน่นหน้าอก ขาบวม สัญญาณเตือนโรคหัวใจ
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบส่วนใหญ่ เกิน 50% จะไม่มีอาการ! ในกรณีที่มีอาการ อย่างเช่น อาการเจ็บแน่นหน้าอก… ลักษณะของอาการคือ เจ็บหน้าอกด้านซ้าย เจ็บแบบตื้อๆ เหมือนมีอะไรกดทับ อาจจะร้าวไปกราม ร้าวไปแขนซ้าย เจ็บครั้งละประมาณ 5-10 นาที เมื่อออกแรงจะรู้สึกเจ็บเพิ่มขึ้น และทุเลาลงเมื่อหยุดพัก ในขณะที่บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ขาบวมทั้งสองข้าง หรือเมื่อนอนราบในตอนกลางคืนแล้วต้องลุกขึ้นมาเพื่อหายใจเพราะรู้สึกแน่นๆ อาการดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นนั่ง แต่พอเอนตัวลงนอนราบก็จะกลับมารู้สึกแน่นอีก รวมไปถึงอาการใจสั่น หวิวๆเป็นลมบ่อยๆ มือเขียว เล็บเขียว ไอเป็นเลือด ท้องโต สัญญาณเหล่านี้ถือเป็นอาการที่ชี้นำของโรคหัวใจได้เหมือนกัน
การตรวจวินิจฉัยหาภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ
กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการชี้นำ เช่น เวลาทำงานแล้วเหนื่อยมากขึ้น เจ็บหน้าอกแปลบๆ เป็นๆ หายๆ เป็นลม ใจสั่น วูบบ่อยๆ ควรเข้ารับการตรวจหัวใจด้วย การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อให้รู้ว่าหัวใจมีจังหวะการเต้นเป็นอย่างไร มีภาวะหัวใจโตหรือไม่ มีลักษณะที่ชี้นำว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบไหม หากตรวจพบความผิดปกติ อาจต้องตรวจเพิ่มเติมด้วย การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echo) เพื่อดูการไหลเวียนของเลือด ตรวจดูการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ดูลิ้นหัวใจ หากพบอาการชี้นำที่น่าสงสัย แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมต่อด้วยวิธี การเดินสายพาน(EST) และถ้าตรวจพบว่ามีโอกาสเสี่ยงของภาวะหลอดเลือดตีบตัน ก็จำเป็นต้องวินิจฉัยให้เห็นชัดเจนตรงจุดยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันจะมี การตรวจเอกซเรย์หัวใจด้วยคอมพิวเตอร์ (CT coronary artery) เพื่อดูว่าเส้นเลือดหลักทั้ง 3 เส้นของคนไข้ (ซ้าย 2 เส้นและขวาอีก 1 เส้น) มีการตีบตันหรือไม่ และหากพบความผิดปกติก็จะเข้าสู่ การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (CAG) เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป ดังนั้นการรักษาโรคหัวใจจะขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ตรวจพบอะไร เช่น ระดับความรุนแรงของการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
ปรับพฤติกรรม…เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- ควบคุมน้ำหนักตามหลัก 4 อ. ประกอบด้วย
- อ.ที่ 1 คือ งด “แอลกอฮอล์” เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักมีแคลอรีสูง ทำให้ได้รับพลังงานที่มากเกินไป เมื่อเผาพลาญไม่หมดก็จะสะสมเป็นไขมันในร่างกาย
- อ.ที่ 2 คือ ปรับ “อาหาร” เลือกกินอาหารที่มีไขมันต่ำ ไม่เค็ม (เพราะการกินเค็มหรืออาหารที่มีโซเดียมสูงจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้น) ลดอาหารหวานจัด โดยปกติเราจะแบ่งอาหารในหนึ่งมื้อออกเป็น 4 ส่วน ครึ่งหนึ่งหรือ 2 ส่วน ควรเป็นอาหารจำพวกเส้นใย ผัก ผลไม้ อีก 1 ใน 4 ส่วนจะเป็นข้าวไม่ขัดสี เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และอีก 1 ส่วนคือโปรตีน ซึ่งแนะนำเป็นโปรตีนสีขาว อย่าง ปลา หรืออกไก่ ไม่กินเนื้อแดงเพราะจะมีไขมันติดมาสูง
- อ.ที่ 3 คือ “ออกกำลังกาย” ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ Aerobic Exercise หรือการออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น วิ่ง จ็อกกิ้ง หรือว่ายน้ำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาทีต่อเนื่องกัน
- อ.ที่ 4 คือ “ความอ้วน” ซึ่งการลดน้ำหนักต้องลดอย่างเหมาะสม คือคำนวณหาค่า BMI จากสูตร.. น้ำหนักตัว[Kg] / (ส่วนสูง[m] ยกกำลังสอง) หากพบว่าค่า BMI สูงเกินไป ควรลดน้ำหนักให้ค่า BMI มาอยู่ระหว่าง 18-23 จึงถือว่าพอเหมาะ
- ลดความเครียด ไม่เคร่งเครียด ทำงานหนักเกินไป และพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ
- งดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ เป็นปัจจัยสำคัญของภาวะหัวใจขาดเลือด
โรคหัวใจ…เป็นแล้วรักษาหายขาดได้หรือไม่?
ก่อนอื่นเราต้องมาดูที่นิยามของคำว่า “โรคหัวใจ” กันก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วโรคหัวใจมีหลายอย่าง แต่ที่คนทั่วไปพูดถึงโรคหัวใจ จะหมายถึง ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ถ้าตามหลักการแพทย์แล้วโรคหัวใจจะมีทั้ง โรคลิ้นหัวใจ โรคผนังหัวใจรั่ว กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หรือหลอดเลือดหัวใจตีบ
สำหรับโรคลิ้นหัวใจ โรคผนังหัวใจรั่วนั้น เมื่อมีการรักษาด้วยการผ่าตัดจะสามารถหายขาดได้ แต่สำหรับหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน แม้ว่าจะได้รับการรักษาด้วยการทำบอลลูนแล้ว…ก็จะยังไม่หายขาด การรักษาทำได้เพียงแค่ประคองให้อาการดีขึ้น จึงต้องมีการควบคุมปัจจัยต่างๆ เช่น ควบคุมระดับความดันให้เหมาะสม พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไข้เอง เช่น งดสูบบุหรี่แบบเด็ดขาด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดภาวะเครียด ควบคุมดัชนีมวลกายให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม คือให้ค่า BMI = 18-23
การตรวจสุขภาพสำคัญมาก อย่างที่เราเห็นในหลายๆ ข่าว บางคนออกกำลังกายอยู่แล้วเสียชีวิต บางคนเสียชีวิตคาโต๊ะทำงาน นั่นเพราะคนเหล่านี้ไม่เคยตรวจเช็คสุขภาพ ร่างกายของเราก็เหมือนกับรถยนต์ที่ต้องนำไปเช็คสภาพเป็นประจำทุกปี ถ้าถามว่า “รถกับสุขภาพของเราอันไหนสำคัญกว่ากัน” แน่นอนว่าก็ต้องเป็นสุขภาพของเราเอง บางคนคิดว่าไม่ต้องตรวจเช็คสุขภาพเพราะไม่เห็นมีอาการอะไร แต่หากรอให้คุณมีอาการ…นั่นก็อาจจะสายไปซะแล้ว!!
