เมื่ออายุมากขึ้นเรามักมีภาระหน้าที่ที่มากขึ้นตามมาด้วย จนบางครั้งเราอาจละเลยการดูแลผิวพรรณของใบหน้าไปบ้าง จึงทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอย หมองคล้ำ ไม่กระชับ ไม่เรียบเนียนเหมือนที่เคยเป็นมา และจริงๆ แล้วยิ่งอายุมากขึ้น ผิวหน้าก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ… “การทำโฟโน” จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะพาเรากลับไปสู่การมีผิวที่แลดูอ่อนเยาว์อย่างที่เคยเป็น
ทำความรู้จักกับ “โฟโน”
“โฟโน” (Phono) หรือ “โฟโนโฟเรซีส” (Phonophoresis) เป็นเครื่องมือขนาดเล็ก มีลักษณะคล้ายเครื่องนวด ตรงกลางทำด้วยสแตนเลส ส่วนด้านในบรรจุด้วยคริสตัล โดยใช้คลื่นเสียงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการผลักวิตามินและตัวยาต่างๆ เข้าสู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งทำให้วิตามินหรือยานั้นแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ในปริมาณที่มากกว่าและรวดเร็วกว่าวิธีการทาครีมทั่วไป
ขณะเดียวกันคลื่นเสียงยังทำให้เนื้อเยื่อชั้นลึกเกิดความร้อน มีการสั่นสะเทือนในระดับเซลล์ผิว ซึ่งเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของระบบหลอดเลือดและน้ำเหลืองให้ดีขึ้น จึงให้ผลในการรักษาที่ดี และไม่ทำอันตรายต่อผิวอย่างแน่นอน
ข้อดีของการทำโฟโน
- ช่วยผลักวิตามินให้ซึมเข้าสู่เซลล์ผิวได้มากกว่าการทาครีมตามปกติ ทำให้ผิวได้รับสารบำรุงอย่างเต็มที่
- ช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม สดใส ชะลอการเกิดริ้วรอยจากวัยและแสงแดด
- ช่วยลดการบวม หรือรอยคล้ำดำรอบดวงตา
- ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด
ขั้นตอนของการมีผิวหน้าที่แลดูอ่อนเยาว์…ด้วย “โฟโน”
- Pre – Treatment
: ตรวจสภาพผิวหน้าโดยแพทย์เฉพาะทาง เป็นการประเมินผิวหน้าเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
: ทำความสะอาดผิวหน้า เตรียมพร้อมในการทำ “โฟโน”
- Treatment Time
: ทายาหรือวิตามินบนใบหน้าหรือใต้ตา จากนั้นเจ้าหน้าที่จะใช้เครื่องมือนวดคลึงให้ทั่วใบหน้า คลื่นเสียงจากเครื่องมือจะสั่นสะเทือนเซลล์ผิว ทำให้ตัวยาและวิตามินซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที - Post – Treatment
: ผิวหน้าจะชุ่มชื้น ขาวใสขึ้น ควรทำสัปดาห์ละครั้งติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์เท่านั้น เพราะปัญหาและสภาพผิวหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ดูแลตัวเอง…หลังทำ “โฟโน”
- ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด หลังทำ “โฟโน” ใน 24 ชั่วโมงแรก
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวหน้า ซึ่งจะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้เป็นอย่างดี ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีแดง เช่น มะละกอ มะเขือเทศ แครอท แอปเปิ้ล เพราะมีวิตามินเอสูง
- ควรทาครีมกันแดดและครีมบำรุงผิวที่มีค่า SPF30 ขึ้นไป
- ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดไหลเวียนดี มีสุขภาพที่ดี ซึ่งมีผลต่อความสดใสเปล่งปลั่งของผิวพรรณ
พญ. มณสิญา พงษ์ชมพร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง และความงาม
ศูนย์ความงาม โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์
