ในช่วงวัย 1–2 ปี เด็กวัยนี้มักเริ่มเรียก “แม่” “ป๊า” หรือชี้สิ่งที่ต้องการ ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อแม่เฝ้ารอคอยอย่างมาก อย่างไรก็ตามก็มีไม่น้อยที่ลูกยังไม่ยอมพูดหรือไม่พยายามออกเสียง ทำให้เกิดความกังวลว่า เป็นเรื่องปกติหรือเป็นสัญญาณของการล่าช้า
ภาษาไม่ได้มีแค่การพูด สิ่งที่พ่อแม่มักมองข้ามคืออะไร ?
พัฒนาการด้านภาษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
- ภาษาเข้าใจ (Receptive language) คือความสามารถในการเข้าใจคำพูด คำสั่ง และความหมาย เช่น เมื่อผู้ใหญ่พูดว่า “หยิบมาให้แม่” แล้วเด็กทำตามได้
- ภาษาพูด (Expressive language) คือความสามารถในการออกเสียงคำ ประโยค หรือสื่อความหมายด้วยเสียง
เด็กควรพูดได้ประมาณไหนตามวัย ?
- อายุ 1 ปี สามารถเข้าใจคำง่าย ๆ เช่น “ไม่” หรือ “มา” ใช้ท่าทางช่วยในการสื่อสาร เช่น ชี้หรือยื่นของ และเริ่มมีคำที่มีความหมาย 1–2 คำ
- อายุ 1 ปีครึ่ง มีคำศัพท์ประมาณ 10 คำขึ้นไป เข้าใจคำสั่ง 1 ขั้นตอน เช่น “หยิบมาให้แม่” และเรียกคนหรือสิ่งของที่คุ้นเคยได้
- อายุ 2 ปี มีคำศัพท์มากกว่า 50 คำ เริ่มพูดเป็นประโยค 2 คำ เช่น “กินน้ำ” หรือ “ไปนอก” และตอบคำถามง่าย ๆ ได้
พัฒนาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าผิดปกติ แต่ช่วยให้พ่อแม่สังเกตพัฒนาการด้านภาษาในภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น
ทำไมเด็กบางคนพูดช้ากว่าเด็กคนอื่น ?
- ปัญหาการได้ยิน เด็กที่เคยมีประวัติหูน้ำหนวกหรือมีสารคัดหลั่งในหูอาจไม่ได้ยินชัด ทำให้ไม่เลียนเสียงและไม่พูด
- ความล่าช้าด้านภาษา (Speech/Language delay) พบได้บ่อยในเด็กวัยนี้ และสามารถตอบสนองต่อการกระตุ้นได้ดีขึ้นเมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสมตามช่วงวัย
- การกระตุ้นภาษาน้อย หากผู้ใหญ่คอยเดาความต้องการให้ เด็กอาจไม่จำเป็นต้องพูด
- ปัจจัยด้านสังคมและการสื่อสาร เช่น สัญญาณในกลุ่ม Autism Spectrum Disorder โดยเฉพาะถ้ามีร่วมกับพฤติกรรมไม่สบตาหรือไม่เล่นโต้ตอบ
- การใช้หน้าจอมากในช่วงวัยต่ำกว่า 2 ปี มีงานวิจัยสอดคล้องกันว่าลดโอกาสการโต้ตอบ ซึ่งเป็นกลไกหลักของการเรียนรู้ภาษา
หากลูกยังไม่พูด พ่อแม่ควรเริ่มต้นอย่างไร ?
หากพ่อแม่รู้สึกว่าลูกพูดช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน ขั้นแรกอาจเริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น ลูกใช้ท่าทางเพื่อบอกความต้องการหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการชี้ การยื่นของ หรือการนำผู้ใหญ่ไปยังสิ่งที่ต้องการ รวมถึงการตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือคำพูดง่าย ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าลูกมีความเข้าใจภาษาและมีความพร้อมสำหรับการพูดในระยะต่อไป
การเพิ่มโอกาสในการโต้ตอบระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เช่น การเล่นบทบาทสมมติ อ่านหนังสือภาพ หรือพูดคุยระหว่างทำกิจกรรมในบ้าน ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้คำศัพท์และการสื่อสารโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ การจำกัดการใช้หน้าจอในเด็กวัยต่ำกว่า 2 ปีช่วยให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับคนมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของพัฒนาการด้านภาษาที่ไม่สามารถทดแทนด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ พ่อแม่ยังควรสังเกตทักษะทางสังคม เช่น การสบตา การเล่นร่วม หรือการเข้าใจเจตนาของผู้อื่น เนื่องจากการสื่อสารไม่ได้มีเพียงการพูด แต่รวมถึงความสามารถในการโต้ตอบและการมีส่วนร่วมกับคนรอบตัว ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของพัฒนาการด้านภาษาในระยะยาว
พ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกมีพัฒนาการด้านภาษาที่เหมาะสมตามวัย
ช่วงอายุ 1–2 ปีถือเป็นช่วงเวลาที่สมองด้านภาษาและการสื่อสารเติบโตอย่างรวดเร็ว การประเมินพัฒนาการในช่วงนี้ช่วยให้เข้าใจจังหวะการเรียนรู้ของลูกได้ชัดเจนขึ้น และหากพบความล่าช้า การเริ่มกระตุ้นตั้งแต่เนิ่น ๆ จะส่งผลดีต่อทักษะการพูด การโต้ตอบ และการสื่อสารทางสังคมในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อให้เด็กได้รับการสนับสนุนการสื่อสารและพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย หากพ่อแม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับทักษะการพูดหรือการโต้ตอบของลูก สามารถเข้ามาปรึกษาและรับการประเมินได้ที่ โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ โดยมี กุมารแพทย์เฉพาะทางให้บริการประเมินพัฒนาการ พร้อมมีทีมสหสาขาวิชาชีพด้านพัฒนาการเด็ก อาทิ นักกิจกรรมบำบัด และนักแก้ไขการพูด รวมถึงมี ห้องฝึกพัฒนาการ และ ห้องฝึกพูด เพื่อจัดโปรแกรมการกระตุ้นที่เหมาะสมตามช่วงวัย พร้อมติดตามผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง การเข้ารับการประเมินและดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เด็กได้รับการสนับสนุนด้านภาษาและการสื่อสารที่เหมาะสม และมีโอกาสพัฒนาได้เต็มศักยภาพตามวัย
